<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>สำนักศาสนศึกษาวัดมหาพุทธาราม</title>
	<atom:link href="http://watpato.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://watpato.wordpress.com</link>
	<description>ดำรงพระศาสนา..รักษาพุทธพจน์</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 May 2011 05:58:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='watpato.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://0.gravatar.com/blavatar/421e67370d8825487689312a4936f5f3?s=96&#038;d=http%3A%2F%2Fs2.wp.com%2Fi%2Fbuttonw-com.png</url>
		<title>สำนักศาสนศึกษาวัดมหาพุทธาราม</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://watpato.wordpress.com/osd.xml" title="สำนักศาสนศึกษาวัดมหาพุทธาราม" />
	<atom:link rel='hub' href='http://watpato.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>พระพุทธศาสนาในสถานการณ์โลกปัจจุบัน</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 15:55:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวดัง]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[สหประชาชาติยอมรับวันวิสาขบูชาตามแบบเถรวาท             วันวิสาขบูชาเป็นวันของพระพุทธศาสนา แต่ได้เป็นวันที่สหประชาชาติยอมรับให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก พระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ก็ฉลองวันวิสาขบูชา รัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นรัฐบาลที่นับถือศาสนาฮินดู ได้ประกาศวันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการ เรียกว่าวันพุทธชยันตี (Buddha Jayanti) แปลว่าวันเกิดของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธในอินเดียส่งบัตรอวยพรกันในวันนี้             วิสาขะเป็นภาษาบาลีแปลว่าเดือนหก ภาษาสันสกฤตเรียกว่าไวศาขะ วิสาขบูชา คือการบูชาในเดือนหก ศรีลังกาเรียกว่า เวสัค หรือ วีสัค (Vesak) สหประชาชาติใช้คำว่า Vesak  ตามชาวศรีลังกา ซึ่งมีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชามานานก่อนประเทศไทย             ประเทศพม่า และประเทศอื่น ๆ ในเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งประเทศไทย จะมีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนหก คือเดือนวิสาข แต่ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เช่น ญี่ปุ่น ได้กำหนดวันวิสาขบูชาตรงกับวันที่ ๘ เมษายนของทุกปี บางนิกายในบางประเทศไม่ได้กำหนดวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าในวันเดียวกัน ประเทศที่นับถือมหายานถือว่า พระพุทธเจ้าประสูติวันหนึ่ง ตรัสรู้วันหนึ่ง และปรินิพพานอีกวันหนึ่ง เช่นประสูติวันที่ ๘ เมษายน ตรัสรู้วันที่ ๘ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=117&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#0000ff;">สหประชาชาติยอมรับวันวิสาขบูชาตามแบบเถรวาท <img class="alignright size-medium wp-image-118" title="gallery_4_2" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/gallery_4_2.jpg?w=300&#038;h=193" alt="gallery_4_2" width="300" height="193" /></span><br />
            วันวิสาขบูชาเป็นวันของพระพุทธศาสนา แต่ได้เป็นวันที่สหประชาชาติยอมรับให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก พระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ก็ฉลองวันวิสาขบูชา รัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นรัฐบาลที่นับถือศาสนาฮินดู ได้ประกาศวันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการ เรียกว่าวันพุทธชยันตี (Buddha Jayanti) แปลว่าวันเกิดของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธในอินเดียส่งบัตรอวยพรกันในวันนี้<br />
            วิสาขะเป็นภาษาบาลีแปลว่าเดือนหก ภาษาสันสกฤตเรียกว่าไวศาขะ วิสาขบูชา คือการบูชาในเดือนหก ศรีลังกาเรียกว่า เวสัค หรือ วีสัค (Vesak) สหประชาชาติใช้คำว่า Vesak  ตามชาวศรีลังกา ซึ่งมีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชามานานก่อนประเทศไทย<br />
            ประเทศพม่า และประเทศอื่น ๆ ในเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งประเทศไทย จะมีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนหก คือเดือนวิสาข แต่ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เช่น ญี่ปุ่น ได้กำหนดวันวิสาขบูชาตรงกับวันที่ ๘ เมษายนของทุกปี บางนิกายในบางประเทศไม่ได้กำหนดวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าในวันเดียวกัน ประเทศที่นับถือมหายานถือว่า พระพุทธเจ้าประสูติวันหนึ่ง ตรัสรู้วันหนึ่ง และปรินิพพานอีกวันหนึ่ง เช่นประสูติวันที่ ๘ เมษายน ตรัสรู้วันที่ ๘ ธันวาคม และปรินิพพานวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์<br />
            การที่สหประชาชาติได้กำหนดวันวิสาขบูชาตรงกับวันเพ็ญกลางเดือนหก จึงเป็นการกำหนดตามแบบพระพุทธศาสนาเถรวาท สหประชาชาติใช้คำว่าวันเพ็ญกลางเดือนพฤษภาคม การที่พระพุทธศาสนาได้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท และฝ่ายมหายานก็ยอมรับข้อกำหนดนี้<br />
            การที่สหประชาชาติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมของโลก ทางสหประชาชาติเรียกว่า Spirituality หมายความว่าได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติ ตามแนวทางแห่งสันติภาพ ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี ในคำประกาศของที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ ๕๔ เมื่อ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ มีการระบุว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ที่ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณ ของมนุษยชาติมานาน ควรที่จะยกย่องกันทั่วโลก จึงประกาศให้วันวิสาขบูชาคือ วันเพ็ญเดือนพฤษภาคม เป็นวันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day)  เมื่อถึงวันดังกล่าวให้สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ สำนักงานย่อยทั่วโลก รวมถึงสำนักงานในประเทศไทย ต้องจัดพิธีวันวิสาขบูชา สำหรับชาวพุทธที่ทำงานอยู่ในสำนักงาน<br />
<span style="color:#0000ff;">พระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นแหล่งอารยธรรมของโลก </span><br />
            การที่ทั่วโลกยอมรับวันวิสาขะเป็นเพราะคุณค่าของพระพุทธศาสนาว่าเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมของโลก พระพุทธศาสนาเป็นมรดกที่สำคัญของโลก และพระพุทธเจ้าเป็นเอกอัครบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลก<br />
            ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีสงครามระหว่างประเทศโดยการอ้างพระพุทธศาสนามาเป็นต้นเหตุ ชาวพุทธไม่เคยก่อสงครามศาสนา ฉะนั้นจึงขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันที่รำลึกถึงสันติภาพของโลก พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก ศาสนาแห่งสันติภาพ ฝ่ายชาวพุทธต่างหากที่อาจจะรักสันติภาพมากเกินไปจนกลายเป็นม้าอารี ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่หมายเอาเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลทะลิบัน ในประเทศอัฟกานิสถานทำลายพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดของโลก มีอายุมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี จำนวน ๒ องค์ โดยได้ใช้ระเบิดทำลายไปจนไม่มีเหลือแม้แต่ซาก เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าในขณะที่ชาวโลกยอมรับวันวิสาขบูชา ให้เป็นวันสำคัญสากล แต่ชาวโลกรักษาพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดนั้นไม่ได้ แม้ยูเนสโก (UNESCO) หรือกลุ่มประเทศ จี ๗ จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงก็ไม่เป็นผลสำเร็จ<br />
            เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายช่วยกันคิดว่า วันวิสาขบูชา เราจะทำอะไรถวายพระพุทธเจ้า ในระดับประเทศ ในระดับโลก ให้เป็นพุทธบูชา เราควรทำอะไรให้สมกับเป็นชาวพุทธหรือไม่ ในระดับประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ รัฐบาลก็เป็นชาวพุทธ มีนโยบายอะไรที่จะส่งเสริมในลักษณะที่บ่งบอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศพระพุทธศาสนา ถ้าจะเรียกร้องว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นอกจากจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว เราจะทำอะไรให้ปรากฏ ในแนวนโยบายหลักของรัฐบาล นโยบายหลักของกระทรวง ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยนี้ดินแดนนี้เป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา<br />
            พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ในความหมายที่ว่าเมื่อเผยแผ่ไปถึงไหนก็ไปอย่างสันติ ไปที่ไหนเจ้าของบ้านเขาต้อนรับ เพราะเราไม่ได้ไปทำลายสิ่งที่เขาเคารพนับถือ เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็นรุ่นแรก จนกระทั่งถึงวันเพ็ญกลางเดือนสาม หลังจากตรัสรู้ได้เก้าเดือน มีการมาประชุมกัน ณ วัดเวฬุวัน ในวันมาฆบูชา เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้นจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ในวันนั้นได้ประกาศธรรมนูญการเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่า<br />
            ขนฺตี ปรม ํ ตโป ตีติกฺขา        ขันติคือความอดกลั้นอย่างยิ่ง<br />
            อนูปวาโท อนูปฆาโต            เผยแผ่พระศาสนาโดยไม่ว่าร้ายใคร ไม่เบียดเบียนใครไม่เข่นฆ่าประหัตประหารใคร ไปอย่างสันติ<br />
พระพุทธเจ้าได้ประกาศสันติภาพไว้ในธรรมนูญ พุทธศาสนาเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ คือคำสอนหลักที่เป็นประธาน<br />
<span style="color:#0000ff;">พุทธธรรมกับเศรษฐกิจพอเพียง</span><br />
            พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจัดเป็นภูมิปัญญาตะวันออก ตอนนี้โลกตะวันตกกำลังสับสน เกิดความอับจนในเรื่องภูมิปัญญา มีปัญหาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกากำลังชะลอตัว เศรษฐกิจของโลกก็ซบเซาตามที่เป็นเช่นนี้ เพราะคิดแบบวัตถุนิยม หรือบริโภคนิยม แต่ละประเทศผลิตสินค้าเพื่อกระตุ้นตัณหา ไม่มีคำว่าพอเพียงในระบบทุนเศรษฐกิจนิยม<br />
            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง (Self &#8211; Subficiency Economy) ซึ่งมีฐานมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่สอนในเรื่องการพึ่งตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เศรษฐกิจพอเพียงสอนเรื่องการพึ่งตนเอง สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันเป็นเพราะไม่รู้จักพอเพียง คือ<br />
                -  ไม่รู้จักพึ่งตนเอง ไปกู้เงินต่างประเทศมากเกินไป<br />
                -  ไม่รู้จักคำว่าพอใจตามมี ยินดีตามได้ คือไม่สันโดษ ตามหลักพระพุทธศาสนา<br />
                -  ไม่รู้จักคำว่าพอดี คือ มัตตัญญุตา หรือทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา<br />
            เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานมาจากภูมิปัญญา ทางพุทธศาสนาคือ<br />
                -  เรื่อง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ การพึ่งตนเอง พยายามใช้ทรัพยากรในประเทศของเราเอง<br />
                -  รู้จักคำว่าพอเพียง คือ พอใจตามมี ยินดีตามได้ ตามหลักสันโดษ<br />
                -  รู้จักคำว่าพอดี มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง โดยให้มีความสุขกาย และสุขใจไปด้วยกัน<br />
หลักธรรมดังกล่าวนี้มีอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง ชาวพุทธต้องช่วยขยายแนวพระราชดำรินี้ไปทั่วโลก ให้เป็นภูมิปัญญาของโลก สามารถส่งออกทางความคิด เป็นทรัพย์สินทางปัญญาไปช่วยชาวโลกได้<br />
            เมื่อไปดูภูมิปัญญาชาวตะวันตก ไอสไตน์ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าจะมีศาสนาของโลกที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณทางวิทยาศาสตร์ ไม่พูดเรื่องพระเจ้าให้นักวิทยาศาสตร์เสียความรู้สึก พูดถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และพัฒนาการทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ถ้ามีศาสนาเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับได้ทั่วโลกและถูกใจนักวิทยาศาสตร์ ไอสไตน์พิจารณาเห็นว่าศาสนาที่ว่านั้นคือพระพุทธศาสนา<br />
<span style="color:#0000ff;">อนัตตาแห่งฟิสิกส์</span><br />
            พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอนัตตามานานแล้ว อนัตตาคือความไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา<br />
            สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นจากอาศัยปัจจัยปรุงแต่งประกอบเข้า สิ่งต่าง ๆ เป็น Non &#8211; Atom  แบ่งแยกได้นี่เป็น อนัตตา แบบพระพุทธศาสนา ทางตะวันตกเพิ่งมายอมรับเมื่อศตวรรษที่ ๒๐ ว่า อะตอมแบ่งแยกได้ เรียกว่า ทฤษฎีควอนตัม (Quantum Theory)<br />
<span style="color:#0000ff;">พระพุทธรูปถูกทำลายที่อัฟกานิสถาน</span><br />
            การที่ว่าเป็นแหล่งอารยธรรมของโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องศาสนบุคคล หรือศาสนธรรมอย่างเดียว เรายังมีศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนวัตถุในพระพุทธศาสนาอันเป็นแหล่งอารยธรรมของโลกที่ดี เราต้องยกเป็นมรดกโลกหมด เพื่อป้องกันการถูกทำลาย ลงไปอย่างพระพุทธรูปในอัฟกานิสถาน<br />
            วิธีแรก ชาวพุทธทั่วโลกต้องแสดงพลังโดยมีการประชุมกัน มีการสำรวจและทำบัญชีว่ามีศาสนสถาน และศาสนวัตถุ อยู่ในดินแดนศาสนาอื่นที่ใดบ้าง แล้วขึ้นบัญชี ยูเนสโก (Unesco) เป็นมรดกโลกให้หมด<br />
            วิธีที่สอง ชาวพุทธรวมตัวกัน ระดับโลกกับศาสนาอื่น เพื่อรักษาศาสนสถาน และศาสนวัตถุของทุกศาสนา เพื่อไม่ให้มีการทำลายจากฝ่ายใดก็ตาม<br />
            ข่าวการทำลายพระพุทธรูปที่บามิยันของรัฐบาลทะลิบัน ประเทศอัฟกานิสถาน อิสลามทั่วโลกตำหนิอัฟกานิสถานว่าอย่าทำลาย ยูเนสโก ก็ขอร้องไม่ให้ทำลาย การทำลายพระพุทธรูปที่บามิยันเหมือนทำลายจิตวิญญาณชาวพุทธ เป็นบทเรียนราคาแพง เหมือนการเผาทำลาย นาลันทามหาวิหาร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ในอินเดียโบราณ เป็นมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีนิสิตนักศึกษา ๑๕,๐๐๐ รูป มีครูอาจารย์ ๑,๕๐๐ คน มีห้องสมุด ๓ หลัง มหาวิทยาลัยถูกเผาโดยมุสลิมจนหมดสิ้น ห้องสมุดขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาเผาอยู่ ๒ เดือน<br />
<span style="color:#0000ff;">ทำอย่างไรในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว</span><br />
            ทาน ศีล ภาวนา เราคงปฏิบัติได้ถูกต้องตามสถานการณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิเจยฺย ทานํ พาตพฺพํ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ต้องพิจารณาให้ดีแล้วจึงให้ทาน ในที่ที่มีผลมาก คำว่าพิจารณาคือ เลือกของถวาย และเลือกผู้รับ<br />
            ประการแรก เลือกของถวายให้เหมาะกับผู้รับ ใส่บาตรพระเพื่อให้พระท่านมีกำลังเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรียกว่ามี ปุพฺพเจตนา เจตนาเบื้องต้นก่อนถวาย ของที่ถวายเป็นของบริสุทธิ์ เรียกว่าเป็นทักษิณาที่บริสุทธิ์<br />
            วันสำคัญทางศาสนาขอให้มีเจตนาที่ดี บูชาพระด้วยเจตนาที่เป็นกุศล ให้จิตเกิดโสมนัสดีใจชื่นใจ ถ้าเจตนาก่อนทำ กำลังทำ และทำแล้วผ่องใสทานก็มีผลมาก มีอานิสงส์มาก อีกประการหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้รับด้วย ถ้าผู้รับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เพิ่งออกจากกัมมัฏฐานเจโตสมาบัติ ทานยิ่งให้ผลมาก อีกอย่างหนึ่งคือถวายสงฆ์ เรียกว่าสังฆทานเป็นวิธีที่ปลอดภัยอย่างหนึ่ง เมื่อใดพระอริยเจ้ามาใช้ประโยชน์จากทานนั้น ผู้บริจาคก็จะได้บุญใหญ่<br />
<span style="color:#0000ff;">การพัฒนาปัญญาเป็นหัวใจของเศรษฐกิจใหม่</span><br />
            เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง พระพุทธศาสนาจะไปเสริมเศรษฐกิจใหม่ หรือเศรษฐกิจพอเพียง การเพิ่มทรัพย์สินทางปัญญา ใช้วัตถุดิบในประเทศเมื่อเรานำมาผลิตด้วยปัญญา จำทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้น ด้วยภูมิปัญญาไทย ใช้ของไทย ผลิตในประเทศไทย<br />
            สังคมชาวพุทธต้องช่วยกันลดแหล่งอบายมุข ซึ่งเป็นแหล่งรั่วในสังคมไทยอันได้แก่ ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้าน<br />
            การปฏิบัติการศึกษาต้องช่วยยกระดับความสามารถของเราในการแข่งขันระดับโลก<br />
<span style="color:#0000ff;">พระพุทธศาสนากับการปฏิรูปการศึกษา</span><br />
            คณะสงฆ์กำลังตื่นตัวเรื่องการจัดการศึกษาให้พระภิกษุ สามเณร ผู้เข้ามาบวชจะต้องได้รับการศึกษา เล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างทั่วหน้า และมีคุณภาพ ชาวบ้านต้องช่วยอุปถัมภ์การศึกษาแก่ท่าน พระสงฆ์จะได้เป็นกำลังสำคัญ ในการสอนพระศาสนา เป็นฐานที่มั่นของการเผยแผ่พระศาสนาทั่วโลก วัดต่าง ๆ ให้หันมาสร้างโรงเรียน หรือศูนย์การเรียนให้มากขึ้น<br />
            ขอให้ใช้วิจารณญาณประกอบการให้ทาน วิเจยฺย ทานํ คือ พิจารณาก่อนให้ทานที่จะมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การสนับสนุนการศึกษาสงฆ์ ช่วยโรงพยาบาลสงฆ์ การถวายทานอย่างนี้จะเป็นการสร้างรากฐานทางปัญญาที่มั่นคงให้แก่ประเทศชาติได้ เป็นการให้ทานอย่างถูกสถานการณ์<br />
            การรักษาศีลในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ให้พยายาม ลด ละ เลิก อบายมุข และใช้ของที่ผลิตในประเทศอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ตั้งใจรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ การประหยัดแบบนี้เรียกว่านโยบายเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน คือหาเงินตามบ้านของตนเอง ถ้าเรารักษาศีลข้อที่ ๖ คือไม่ทานอาหารเย็นในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา แล้วนำเงินที่ประหยัดได้นั้น ไปทำบุญที่วัดส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร ถ้าทำอย่างนี้ได้จะลดความเห็นแก่ตัว และทำให้ชาวพุทธพึ่งกันและกันมากขึ้น ศรัทธากับปัญญาต้องมาคู่กัน ศรัทธามากเกินไปจนขาดปัญญา จะงมงายกลายเป็นไสยศาสตร์ ปัญญามากเกินไปจนขาดศรัทธาจะเกิดความสงสัยไม่ปฏิบัติ<br />
            ปัญญาภาวนาต้องทำให้มาก ศาสนพิธีไม่ใช่ทำตาม ๆ กัน พอเป็นพิธี แต่ให้ทำด้วยความรู้ การบูชาพระมีการจุดธูปเทียน ต้องรู้ว่าจุดอะไรก่อน ต้องรู้ว่าเราจุดธูปสามดอกเพื่อบูชาพระพุทธ จุดเทียน ๒ เล่ม เพื่อบูชาพระธรรม และดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์ การสวดมนต์มีเพื่ออะไร เราควรต้องรู้ความหมายของบทสวดมนต์ วิธีสวดมนต์ภาษาบาลี การเรียนพระอภิธรรมต้องเรียนภาษาบาลีก่อน มหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นของกลาง ไม่ใช่ของวัดใดวันหนึ่ง ชาวพุทธทั่วประเทศมีสิทธิ์มาใช้บริการ เป็นการลงทุนทางปัญญา เมื่อสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์แล้วให้ใช้ประโยชน์ได้นานเหมือนมหาวิทยาลัยนาลันทา ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับโลก จะทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในด้านพระพุทธศาสนา และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิ<br />
            ที่กล่าวมาแล้วเป็นการทำบุญให้ถูกวิธี ปรับวิธีการให้ทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก คือปรับการทำทาน การรักษาศีลให้สัมพันธ์กับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เจริญภาวนาด้วยการปฏิรูปการศึกษาให้มีปัญญาพึ่งพาตนเองได้ ในที่สุดทาน ศีล ภาวนา จะช่วยพัฒนาประเทศไทยให้เข้มแข็ง เป็นสังคมชาวพุทธที่นอกจากจะพึ่งตนเองได้แล้ว ยังสามารถนำอารยธรรมของพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในสังคมโลก</p>
<p><span style="font-family:MS Sans Serif;color:#cc0000;">ที่มา : <a href="http://www.heritage.thaigov.net/religion/misc/present.htm">http://www.heritage.thaigov.net/religion/misc/present.htm</a></span></p>
<br />Posted in ข่าวศาสนา Tagged: ข่าวดัง, ข่าวศาสนา, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/117/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=117&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/gallery_4_2.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">gallery_4_2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธบารมีแผ่ไพศาล&#8221; คนทั่วโลกหันมาศรัทธาพระพุทธศาสนา</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 15:43:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวดัง]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=110</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องโดย เพอร์รี การ์ฟิงเกล ภาพถ่ายโดย สตีฟ แมกเคอร์รี            แม้จะล่วงเลยมาถึงกว่า 2,500 ปี แต่พระธรรมคำสอนและหลักปรัชญาอันเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งของศาสนาพุทธ นอกจากจะหยั่งรากลึกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนอย่างมั่นคงแล้ว ยังแผ่ไพศาลจนได้รับแรงศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกตะวันตก     ชายผู้สอนให้ผมเข้าใจพุทธศาสนามากที่สุดไม่ใช่ภิกษุผู้ปลงผม ไม่ได้พูดภาษาสันสกฤต และไม่ได้อาศัยอยู่ในอารามแถบเทือกเขาหิมาลัย         อันที่จริงเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเสียด้วยซ้ำ คนผู้นี้คือคาร์ล เทย์เลอร์ ชาวซานฟรานซิสโกแต่กำเนิดวัยสี่สิบปลายๆ ในตอนนั้น เขานั่งอยู่บนเตียงคนไข้ซึ่งถูกเข็นไปที่สวนนอกหอผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลลากูนาฮอนดา ดูจากท่าทีเหมือนเขากำลังรู้สึกหนาว แม้จะเป็นยามบ่ายของวันฟ้าใสในฤดูร้อน แต่ในเมืองนี้ ท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆอาจหมายถึงอากาศที่เย็นจับจิต เขากำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง         ผมเข้าร่วมโครงการเซนสงเคราะห์ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อาสาสมัครจากองค์กรพุทธศาสนานี้จะช่วยงานเจ้าหน้าที่ในหอผู้ป่วยขนาด 25 เตียงของโรงพยาบาลลากูนาฮอนดา โครงการสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ขยายไปทั่วโลกนี้ใช้พุทธธรรม 2 ข้อ คือ สติ หรือความตระหนักรู้ในปัจจุบัน และความเมตตา เป็นเครื่องช่วยให้ผู้ป่วยภาคภูมิในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตน แต่บทเรียนที่ว่าใช่จะเรียนรู้ได้ง่ายๆ         ผมนั่งข้างๆคาร์ล และช่วยขยับเสื้อแจ๊คเก็ตคู่ใจที่เขาใช้ต่างผ้าห่มให้เข้าที่ คาร์ลปลงตกและยอมรับชะตากรรมด้วยจิตใจที่กล้าหาญ ผมพยายามชวนคุยแต่ก็ฝืดเฝือเต็มที การปลอบโยนคนที่รู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานนั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ         &#8220;คุณทำ&#8230; เอ่อ เคยทำงานอะไรหรือครับ&#8221; [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=110&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>เรื่องโดย เพอร์รี การ์ฟิงเกล ภาพถ่ายโดย สตีฟ แมกเคอร์รี <img class="aligncenter size-medium wp-image-112" title="05" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/051.gif?w=300&#038;h=233" alt="05" width="300" height="233" /><br />
 <br />
         แม้จะล่วงเลยมาถึงกว่า 2,500 ปี แต่พระธรรมคำสอนและหลักปรัชญาอันเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งของศาสนาพุทธ นอกจากจะหยั่งรากลึกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนอย่างมั่นคงแล้ว ยังแผ่ไพศาลจนได้รับแรงศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกตะวันตก <br />
 <br />
 ชายผู้สอนให้ผมเข้าใจพุทธศาสนามากที่สุดไม่ใช่ภิกษุผู้ปลงผม ไม่ได้พูดภาษาสันสกฤต และไม่ได้อาศัยอยู่ในอารามแถบเทือกเขาหิมาลัย<br />
        อันที่จริงเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเสียด้วยซ้ำ คนผู้นี้คือคาร์ล เทย์เลอร์ ชาวซานฟรานซิสโกแต่กำเนิดวัยสี่สิบปลายๆ ในตอนนั้น เขานั่งอยู่บนเตียงคนไข้ซึ่งถูกเข็นไปที่สวนนอกหอผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลลากูนาฮอนดา ดูจากท่าทีเหมือนเขากำลังรู้สึกหนาว แม้จะเป็นยามบ่ายของวันฟ้าใสในฤดูร้อน แต่ในเมืองนี้ ท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆอาจหมายถึงอากาศที่เย็นจับจิต เขากำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง<br />
        ผมเข้าร่วมโครงการเซนสงเคราะห์ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อาสาสมัครจากองค์กรพุทธศาสนานี้จะช่วยงานเจ้าหน้าที่ในหอผู้ป่วยขนาด 25 เตียงของโรงพยาบาลลากูนาฮอนดา โครงการสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ขยายไปทั่วโลกนี้ใช้พุทธธรรม 2 ข้อ คือ สติ หรือความตระหนักรู้ในปัจจุบัน และความเมตตา เป็นเครื่องช่วยให้ผู้ป่วยภาคภูมิในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตน แต่บทเรียนที่ว่าใช่จะเรียนรู้ได้ง่ายๆ<br />
        ผมนั่งข้างๆคาร์ล และช่วยขยับเสื้อแจ๊คเก็ตคู่ใจที่เขาใช้ต่างผ้าห่มให้เข้าที่ คาร์ลปลงตกและยอมรับชะตากรรมด้วยจิตใจที่กล้าหาญ ผมพยายามชวนคุยแต่ก็ฝืดเฝือเต็มที การปลอบโยนคนที่รู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานนั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ<br />
        &#8220;คุณทำ&#8230; เอ่อ เคยทำงานอะไรหรือครับ&#8221; คาร์ลที่กำลังสูบบุหรี่นั่งเงียบโดยไม่ตอบอะไร  เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะที่เราเฝ้ามองกลุ่มเมฆขาวเคลื่อนไปบนท้องฟ้า<br />
        &#8220;ผมไม่อยากพูดถึงอดีตครับ&#8221;<br />
        ไม่เป็นไร ผมนึกไล่คำถามอื่นๆเพื่อสานต่อบทสนทนา เมื่อถามถึงอดีตไม่ได้และอนาคตก็ไม่ควรถาม จึงเหลือแต่ปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะให้ถาม เพราะปัจจุบันขณะก็คือภาวะที่เป็นอยู่ ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะเมื่อปราศจากคำถาม นักข่าวอย่างผมก็ไม่รู้จะทำอะไรดี<br />
        ทว่าเพียงแค่มีคนนั่งเป็นเพื่อน คาร์ลกลับดูสบายใจขึ้นแล้ว เมื่อยอมรับได้ว่าไม่ต้องทำอะไรและไม่ต้องรีบไปไหน ผมก็รู้สึกผ่อนคลาย คาร์ลเหลือบมองผมแล้วยิ้ม เราทั้งคู่ต่างรู้ว่าผมเพิ่งได้บทเรียนเล็กๆบทหนึ่ง<br />
        สัปดาห์นั้นผมยังได้บทเรียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกหลายบท เช่น อนิจจัง หรือความไม่เที่ยงของชีวิต การยึดมั่นถือมั่นให้ทุกสิ่งเป็นไปดั่งใจและความผิดหวังเมื่อไม่สมใจ ความทุกข์ทางกายและทางใจ และคุณค่าของสิ่งที่ชาวพุทธเรียกว่าสงฆ์ ซึ่งแปลให้ใกล้เคียงที่สุดได้ว่า &#8220;หมู่หรือคณะ&#8221; แต่สิ่งสำคัญที่สุด ผมได้ประจักษ์ว่า สิ่งที่บุรุษผู้หนึ่งในอินเดียเรียนรู้เมื่อ 2,500 ปีก่อนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร<br />
        ปัจจุบันมีพุทธศาสนารูปแบบใหม่เกิดขึ้นทั่วโลก มีการนำพุทธปรัชญามาใช้ในการบำบัดสุขภาพใจและกาย รวมทั้งการปฏิรูปการเมืองและสิ่งแวดล้อม ธรรมะช่วยให้นักกีฬาพัฒนาทักษะ ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงจัดการความเครียดได้ดีขึ้น ช่วยให้ตำรวจคลี่คลายเหตุการณ์วุ่นวาย และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บทบาทร่วมสมัยเช่นนี้ทำให้พุทธศาสนารุ่งเรืองขึ้นใหม่ แม้แต่ในอินเดียที่พุทธศาสนาเกือบสูญหายไป หรือในประเทศจีนที่พุทธศาสนาเคยเป็นสิ่งต้องห้าม<br />
        ปัจจุบันศาสนาพุทธไม่ได้จำกัดวงอยู่ในหมู่ภิกษุ หรือเศรษฐีชาวตะวันตกที่เห่ออารยธรรมตะวันออกอีกต่อไป ชาวคริสต์และชาวยิวหันมาปฏิบัติตามหลักธรรมของพุทธศาสนา ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาฝึกสมาธิร่วมกับชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญบางคนประมาณว่าเฉพาะในสหรัฐฯ มีพุทธศาสนิกชนราว 3 ล้านคน และการวิจัยเมื่อปี 2004 พบว่า ชาวอเมริกันกว่า 25 ล้านคนเชื่อว่า คำสอนของพุทธศาสนามีผลต่อจิตวิญญาณของตนอย่างสูง<br />
        โครงการเซนสงเคราะห์ผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือตัวอย่างหนึ่งของ &#8220;พุทธศาสนาที่มีบทบาทในสังคม&#8221; ซึ่งเป็นคำที่บัญญัติขึ้นโดยติช นัท ฮันห์ ภิกษุเวียดนามผู้ถูกเนรเทศในทศวรรษ 1960 เพราะการต่อต้านสงครามด้วยสันติวิธี ปัจจุบันภิกษุชราวัย 79 ปียังคงทำงานเพื่อสังคม และในปีนี้ซึ่งครบรอบ 30 ปีที่พรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองเวียดนาม ท่านใช้เวลา 3 เดือนออกเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วมาตุภูมิที่ท่านเคยถูกขับไล่<br />
        ติช นัท ฮันห์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งและเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายต่างๆ เช่น ชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล ขึ้นเป็นประจำ ณ ศูนย์ฝึกสมาธิประจำหมู่บ้านพลัมทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ท่านเล่าว่า การสัมมนาเช่นนี้มักเริ่มต้นด้วยความโกรธเกลียด แต่มักจบลงด้วยอ้อมกอดเสมอ<br />
        ท่านกล่าวเรียบๆว่า &#8220;การเปลี่ยนความคิดของผู้เข้าร่วมสัมมนาล้วนเกิดจากสุภาษิตที่ว่า ‘นิ่งเสียตำลึงทอง’ ในการแก้ไขปัญหาสังคมทุกอย่าง ก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้สิ่งที่พุทธองค์ทรงเรียนรู้ นั่นคือการทำจิตให้ว่าง จากนั้นเราจะรู้เองว่าควรทำอะไรต่อไป&#8221;</h2>
<p> </p>
<p>ที่มา <a href="http://www.ngthai.com/ngm/0512/feature.asp?featureno=3">http://www.ngthai.com/ngm/0512/feature.asp?featureno=3</a></p>
<br />Posted in ข่าวศาสนา Tagged: ข่าวดัง, ข่าวศาสนา, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/110/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/110/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=110&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/051.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">05</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประวัติ&#8221;การศึกษานักธรรม&#8221;</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 07:18:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[นักธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บาลี]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[ประวัดินักธรรมโดยสังเขป             การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หรือที่เรียกกันว่า นักธรรม เกิดขึ้นตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นการศึกษาพระธรรมวินัยในภาษาไทย เพื่อให้ภิกษุสามเณรผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้สะดวกและทั่วถึง อันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ ตลอดจนเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป          การศึกษาพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยแต่โบราณมา นิยมศึกษาเป็นภาษาบาลี ที่เรียกว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ยากสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไป จึงปรากฏว่า ภิกษุสามเณรที่มีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างทั่วถึงมีจำนวนน้อย เป็นเหตุให้สังฆมณฑลขาดแคลนพระภิกษุผู้มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยกิจการพระศาสนาทั้งในด้านการศึกษา การปครอง และการแนะนำสั่งสอนประชาชน ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงได้ทรงพระดำริวิธีการเล่าเรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทยขึ้น สำหรับสอนภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหารเป็นครั้งแรก นับแต่ทรงรับหน้าที่ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา โดยทรงกำหนดหลักสูตรการสอนให้ภิกษุสามเณรได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ทั้งด้านหลักธรรม พุทธประวัติ และพระวินัย ตลอดถึงหัดแต่งแก้กระทู้ธรรม          เมื่อทรงเห็นว่า การเรียนการสอนพระธรรมวินัยเป็นภาษาไทยดังนี้ได้ผล ทำให้ภิกษุสามเณรมีความรู้กว้างขวางขึ้น เพราะเรียนรู้ได้ไม่ยาก จึงทรงดำริที่จะขยายแนวทางนี้ไปยังภิกษุสามเณรทั่วไปด้วย ประกอบกับใน พ.ศ. ๒๔๔๘ ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ซึ่งภิกษุทั้งหมดจะได้รับการยกเว้น ส่วนสามเณร จะยกเว้นให้เฉพาะสามเณรผู้รู้ธรรม ทางราชการได้ขอให้คณะสงฆ์ช่วยกำหนดเกณฑ์ของสามเณรผู้รู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงกำหนดหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมขึ้น ต่อมาได้ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมนั้นเป็น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=96&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-97" title="04" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/04.jpg?w=311&#038;h=73" alt="04" width="311" height="73" /></p>
<h2><span style="color:#0000ff;">ประวัดินักธรรมโดยสังเขป </span><br />
 <br />
          การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หรือที่เรียกกันว่า นักธรรม เกิดขึ้นตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นการศึกษาพระธรรมวินัยในภาษาไทย เพื่อให้ภิกษุสามเณรผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้สะดวกและทั่วถึง อันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ ตลอดจนเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป</h2>
<p>         การศึกษาพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยแต่โบราณมา นิยมศึกษาเป็นภาษาบาลี ที่เรียกว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ยากสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไป จึงปรากฏว่า ภิกษุสามเณรที่มีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างทั่วถึงมีจำนวนน้อย เป็นเหตุให้สังฆมณฑลขาดแคลนพระภิกษุผู้มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยกิจการพระศาสนาทั้งในด้านการศึกษา การปครอง และการแนะนำสั่งสอนประชาชน ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงได้ทรงพระดำริวิธีการเล่าเรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทยขึ้น สำหรับสอนภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหารเป็นครั้งแรก นับแต่ทรงรับหน้าที่ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา โดยทรงกำหนดหลักสูตรการสอนให้ภิกษุสามเณรได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ทั้งด้านหลักธรรม พุทธประวัติ และพระวินัย ตลอดถึงหัดแต่งแก้กระทู้ธรรม</p>
<p>         เมื่อทรงเห็นว่า การเรียนการสอนพระธรรมวินัยเป็นภาษาไทยดังนี้ได้ผล ทำให้ภิกษุสามเณรมีความรู้กว้างขวางขึ้น เพราะเรียนรู้ได้ไม่ยาก จึงทรงดำริที่จะขยายแนวทางนี้ไปยังภิกษุสามเณรทั่วไปด้วย ประกอบกับใน พ.ศ. ๒๔๔๘ ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ซึ่งภิกษุทั้งหมดจะได้รับการยกเว้น ส่วนสามเณร จะยกเว้นให้เฉพาะสามเณรผู้รู้ธรรม ทางราชการได้ขอให้คณะสงฆ์ช่วยกำหนดเกณฑ์ของสามเณรผู้รู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงกำหนดหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมขึ้น ต่อมาได้ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมนั้นเป็น “องค์นักธรรม” สำหรับภิกษุสามเณรชั้นนวกะ (คือผู้บวชใหม่) ทั่วไป ได้รับพระบรมราชานุมัติ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ และโปรดให้จัดการสอบในส่วนกลางขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน โดยใช้วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุ และวัดเบญจมบพิตร เป็นสถานที่สอบ การสอบครั้งแรกนี้ มี ๓ วิชา คือ ธรรมวิภาคในนวโกวาท แต่งความแก้กระทู้ธรรม และแปลภาษามคธเฉพาะท้องนิทานในอรรถกถาธรรมบท</p>
<p>         พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมให้เหมาะสมสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไปจะเรียนรู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยแบ่งหลักสูตรเป็น ๒ อย่างคือ อย่างสามัญ เรียนวิชาธรรมวิภาค พุทธประวัติ และเรียงความแก้กระทู้ธรรม และ อย่างวิสามัญ เพิ่มแปลอรรถกถาธรรมบทมีแก้อรรถ บาลีไวยากรณ์และสัมพันธ์ และวินัยบัญญัติที่ต้องสอบทั้งผู้ที่เรียนอย่างสามัญและวิสามัญ</p>
<p>         พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มหลักธรรมหมวดคิหิปฏิบัติเข้าในส่วนของธรรมวิภาคด้วย เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการครองชีวิตฆราวาส หากภิกษุสามเณรรูปนั้นๆ มีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เรียกว่า นักธรรมชั้นตรี การศึกษาพระธรรมวินัยแบบใหม่นี้ ได้รับความนิยมจากหมู่ภิกษุสามเณรอย่างกว้างขวาง และแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เพียง ๒ ปีแรกก็มีภิกษุสามเณรสมัครเข้าสอบสนามหลวงเกือบพันรูป เมื่อทรงเห็นว่าการศึกษานักธรรมอำนวยคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและภิกษุสามเณรทั่วไป ในเวลาต่อมา จึงทรงพระดำริขยายการศึกษานักธรรมให้ทั่วถึงแก่ภิกษุทุกระดับ คือ ทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโท สำหรับภิกษุชั้นมัชฌิมะ คือ มีพรรษาเกิน ๕ แต่ไม่ถึง ๑๐ และนักธรรมชั้นเอก สำหรับภิกษุชั้นเถระ คือมีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป ดังที่เป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์สืบมาตราบถึงทุกวันนี้</p>
<p>         ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ ทรงพิจารณาเห็นว่า การศึกษานักธรรมมิได้เป็นประโยชน์ต่อภิกษุสามเณรเท่านั้น แม้ผู้ที่ยังครองฆราวาสวิสัยก็จะได้รับประโยชน์จากการศึกษานักธรรมด้วย โดยเฉพาะสำหรับเหล่าข้าราชการครู จึงทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมสำหรับฆราวาสขึ้น เรียกว่า “ธรรมศึกษา” มีครบทั้ง ๓ ชั้น คือ ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมของภิกษุสามเณร เว้นแต่วินัยบัญญัติที่ทรงกำหนดใช้เบญจศีลเบญจธรรมและอุโบสถศีลแทน ได้เปิดสอบธรรมศึกษาตรีครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ และเปิดสอบครบทุกชั้นในเวลาต่อมา มีฆราวาสทั้งหญิงและชายเข้าสอบเป็นจำนวนมาก นับเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น</p>
<p>         ปัจจุบัน การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมนี้ มี พระพรหมมุนี (พฺรหฺมคุตฺตเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง เน้นการพัฒนาศาสนทายาทให้มีคุณภาพสามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วยดี ทั้งถือว่าเป็นกิจการของคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีตถึงปัจจุบัน.</p>
<h2><span style="color:#0000ff;">ประวัดินักธรรม</span> <br />
 <br />
         การศึกษาของภิกษุสามเณรในประเทศไทยแต่โบราณมาคือการศึกษาภาษาบาลี ที่เรียกว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นการศึกษาพระพุทธศาสนาในภาษาบาลีเพื่อให้รู้ภาษาบาลีสามารถอ่านพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาได้โดยสะดวกเพราะคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทดังที่นับถืออยู่ในประเทศไทยนั้น ล้วนจารึกไว้ด้วยภาษาบาลี ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะรู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาให้แตกฉานจึงจำต้องศึกษาภาษาบาลีให้รู้แตกฉาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อยสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่รู้ภาษาบาลีจึงพลอยไม่ค่อยรู้เรื่องคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างแจ้งชัดตามไปด้วย ทั้งเป็นเหตุให้ภิกษุสามเณรทั่วไปไม่ค่อยเอาใจใส่ที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วยเพราะเรียนยาก รู้ยาก</h2>
<p>         สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แต่ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่น ทรงพระปริวิตกถึงความเป็นไปของภิกษุสามเณรดังกล่าวมาข้างต้น จึงได้ทรงพระดำริหาทางจัดการเล่าเรียนเพื่อให้ภิกษุสามเณรได้เรียนรู้พระธรรมวินัยได้สะดวกแล้วกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยได้ทรงริเริ่มสอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรบวชใหม่เป็นภาษาไทยขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นครั้งแรก ในฐานะที่ทรงเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ ดังที่ทรงอธิบายไว้ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารว่า</p>
<p>         แต่ก่อนมา ภิกษุบวชได้กี่พรรษาก็ตาม ไม่สนใจแล้วไม่รู้ธรรมวินัยเลย นอกจากที่เคยปฏิบัติ จึงจัดสอนภิษุสามเณรบวชใหม่ในเรียนธรรมวินัยในภาษาไทยเป็นการส่วนตัวในหน้าที่แห่งอุปัชฌายาจารย์ก่อน ต่อมาปลูกความนิยมออกไปถึงภิกษุสามเณรเก่าด้วย จนถึงจัดเป็นการเรียนเป็นพื้นวัดขึ้นได้ แลมีวัดธรรมยุตอื่นทำตามแพร่หลายออกไป”</p>
<p>         นี้คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาพระปริยัติธรรมแบบใหม่ที่เรียกว่า “นักธรรม” ในเวลาต่อมา หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า พระปริยัติธรรมแผนกธรรม คู่กับพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ไทยมาแต่โบราณ</p>
<p>         สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงเริ่มการสอนธรรมวินัยในภาษาไทยแก่ภิกษุสามเณรบวชใหม่ดังกล่าวมาข้างต้นขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน ทรงกล่าวไว้ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร แต่เพียงว่า การสอนธรรมวินัยในภาษาไทยแก่ภิกษุสามเณรบวชใหม่ดังกล่าว เป็นการที่ได้ทรงจัดขึ้นเมื่อทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (นับแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา) จึงสันนิษฐานว่า คงทรงริเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อแรกทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานที่ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งจะต้องให้การอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกและภิกษุสามเณรที่อยู่ในความปกครอง</p>
<p>         ลักษณะการสอนธรรมวินัยในภาษาไทยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงสอนภิกษุสามเณรบวชใหม่นั้น ทรงสอนอย่างไร สังเกตจากสำเนาพระโอวาท ที่ประทานแก่นวกภิกษุปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ที่พระยาศรีปัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ) ซึ่งเป็นนวกภิกษุในปีนั้น ได้จดบรรทึกไว้เป็นรายวันตามที่ทรงสอนปรากฏว่า เนื้อหาของพระโอวาทประกอบด้วยพระอธิบายเรื่องธรรม เรื่องพระพุทธประวัติ และเรื่องวินัย โดยทรงสอนไปตามลำดับ คือ ธรรม พุทธประวัติ และ วินัย.</p>
<h2><span style="color:#0000ff;">หลักสูตรนักธรรม <img class="size-medium wp-image-101 alignright" title="big110" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/big1101.jpg?w=188&#038;h=209" alt="big110" width="188" height="209" /></span><br />
 <br />
         นับแต่ได้มีการตั้งหลักสูตรนักธรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ หลักสูตรได้มีการปรับปรุงเรื่อยมาเป็นระยะ ทั้งในด้านเนื้อหาวิชาและตำราที่ใช้เป็นหลักสูตรหรือแบบเรียนในชั้นนั้นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้สอบนักธรรมได้ในชั้นนั้นๆ มีความรู้สมกับภูมิ เพราะวัตถุประสงค์สำคัญในการที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระดำริจัดตั้งการศึกษานักธรรมขึ้นนั้น ก็เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีความรู้ธรรมวินัยสมกับภูมิของตน กล่าวคือ</h2>
<p>นักธรรมชั้นตรี เพื่อให้ผู้ศึกษาเล่าเรียนซึ่งยังอยู่ในภูมินวกะ มีพรรษาหย่อน ๕ มีความรู้ธรรมวินัยพอรักษาตัวได้<br />
นักธรรมชั้นโท เพื่อให้ผู้ศึกษาเล่าเรียนซึ่งอยู่ในภูมิมัชฌิมะมีพรรษาเกิน ๕ มีความรู้ธรรมวินัยละเอียดกว้างขวางออกไปถึงขั้นพอช่วยแนะนำผู้อื่นได้<br />
นักธรรมชั้นเอก เพื่อให้ผู้ศึกษาเล่าเรียนซึ่งอยู่ในภูมิเถระ มีพรรษาเกิน ๑๐ มีความรู้ธรรมวินัยละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงขั้นสามารถเป็นหลักในสังฆกรรม และเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ดูแลสั่งสอนผู้อื่นได้<br />
         เมื่อทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมขึ้นแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็ทรงพระนิพนธ์หนังสือต่างๆ สำหรับใช้เป็นแบบเรียนของนักธรรมชั้นนั้นๆด้วย หนังสือบางเรื่องที่ยังทรงพระนิพนธ์ไม่เสร็จ ก็ทรงใช้หนังสืออื่นๆที่ใกล้เคียงกันเป็นตำราหรือแบบเรียนไปพลาง แม้นักธรรมชั้นเอกที่ตั้งขึ้นหลังจากพระองค์ชิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์ก็ได้ทรงพระนิพนธ์ตำราสำหรับใช้เป็นหลักสูตรเตรียมไว้เกือบครบทุกวิชา</p>
<p>         หลักสูตรนักธรรมทุกชั้น ซึ่งได้ปรับปรุงมาโดยลำดับนั้นมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ จึงเป็นอันยุติได้ ดังนี้</p>
<p>         <span style="color:#0000ff;">หลักสูตรนักธรรมชั้นตรี</span></p>
<p>เรียงความแก้กระทู้ธรรม ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต<br />
ธรรมวิภาค ใช้หนังสือนวโกวาท<br />
ตำนาน (พุทธประวัติ) ใช้หนังสือพุทธประวัติ เล่ม ๑-๓ หนังสือปฐมสมโพธิ ของสมเด็จพระสังฆราช (สา)<br />
วินัยบัญญัติ ใช้หนังสือนวโกวาท<br />
        </p>
<p>       <span style="color:#0000ff;"> หลักสูตรนักธรรมชั้นโท</span></p>
<p>เรียงความแก้กระทูธรรม ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต<br />
ธรรมวิภาค ใช้หนังสือธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒<br />
ตำนาน (อนุพุทธประวัติ) ใช้หนังสืออนุพุทธประวัติ และหนังสือพุทธานุพุทธประวัติ เฉพาะประวัติพระสาวก หนังสือสังคีติกถาและ หนังสือปฐมสมโพธิ<br />
วินัยบัญญัติ ใช้หนังสือวินัยมุขเล่ม ๑–๒<br />
        </p>
<p>           <span style="color:#0000ff;">หลักสูตรนักธรรมชั้นเอก</span></p>
<p>เรียงความแก้กระทู้ธรรม ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต และหนังสือธรรมอื่นๆ มีมงคลวิเสสกถา เป็นต้น<br />
ธรรมวิภาค ใช้หนังสือธรรมวิจารณ์ หนังสือสมถกรรมฐาน หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร และคิริมานนทสูตร แปล<br />
ตำนาน (พุทธานุพุทธประวัติ) ใช้หนังสือพุทธประวัติเล่ม ๑-๓ หนังสือปฐมสมโพธิหนังสือพุทธานุพุทธประวัติ หนังสืออนุพุทธประวัติ และหนังสือสังคีติกถา<br />
วินัยบัญญัติ ใช้หนังสือวินัยมุขเล่ม ๓ (หลักสูตรนักธรรมและเปรียญสำหรับใช้ในการศึกษาและสอบไล่ธรรมวินัย ของพระภิกษุสามเณร. พระยาภักดีนฤเบศร์ รวบรวม, ฉบับพิมพ์ครั้งแรก, พ.ศ. ๒๔๖๙. หน้า ก-ข.)<br />
         ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการปรับปรุงในส่วนของวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมอีกครั้งหนึ่ง คือสำหรับนักธรรมชั้นโท กำหนดหัวข้อธรรมที่ต่างกัน ๒ ข้อ ให้นักเรียนแต่งเป็นทำนองเทศน์เชื่อมความ ๒ ข้อนั้นให้ต่อเนื่องกันสนิท และให้ชักภาษิตในที่อื่นมาอ้าง ๒ แห่ง อย่าให้ซ้ำกัน</p>
<p>         สำหรับนักธรรมชั้นเอก กำหนดหัวข้อธรรมต่างกัน ๓ ข้อ ให้นักเรียนแต่งเป็นทำนองเทศน์ เชื่อมความ ๓ ข้อนั้น ให้ต่อเนื่องกันสนิท และชักภาษิตในที่อื่นมาอ้าง ๓ แห่ง อย่าให้ซ้ำกัน</p>
<p>         และในศกเดียวกันนี้ ได้เพิ่มเติมหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก คือให้สอบพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ อีกส่วนหนึ่ง และถือว่าเป็นวิชาสำคัญ ถ้าสอบวิชานี้ตกวิชาอื่นในชั้นเป็นอันตกไปด้วยกัน</p>
<p>         หลักสูตรนักธรรมชั้นโทและชั้นเอกที่ปรับปรุงใหม่ดังกล่าวนี้ เริ่มใช้แต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นไป (ประวัติการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. หน้า ๑๕๙–๑๖๐.)</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ธรรมศึกษาตรี</span></p>
<p>         การศึกษานักธรรมในครั้งนั้น เป็นที่นิยมและเป็นที่ยกย่องทั้งในวงการคณะสงฆ์และในทางราชการ ผู้ที่สอบได้ประโยคนักธรรม เมื่อลาสิกขาออกไป ก็สามารถรับราชการเป็นครูสอนตามโรงเรียนต่างๆ เมื่อมีการสอบเลื่อนวิทยฐานะครู ผู้สอบได้ประโยคนักธรรมก็ได้รับสิทธิพิเศษ โดยได้รับการยกเว้นโดยไม่ต้องสอบ ๑ ชุดวิชา เพราะประโยคนักธรรมชั้นตรีจัดเป็นชุดวิชาหนึ่งสำหรับการเลื่อนวิทยฐานะ</p>
<p>         ต่อมาคณะสงฆ์ในสมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พิจารณาเห็นว่า การศึกษานักธรรมก็เป็นประโยชน์แม้แก่ผู้ที่มิใช่ภิกษุสามเณร โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการครู ดังนั้น คณะสงฆ์จึงอนุญาตให้ครูทั้งหญิงและชายเข้าสอบประดยคนักธรรมชั้นตรีในสนามหลวงได้ โดยได้ตั้งหลักสูตรประโยคนักธรรมสำหรับฆราวาส เรียกว่า &#8220;ธรรมศึกษาตรี&#8221; ซึ่งประกอบด้วยวิชาที่ต้องสอบเช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีสำหรับภิกษุสามเณร ยกเว้นวิชาวินัยบัญญัติ ใช้เบญจศีล เบญจธรรม และอุโบสถศีลแทน</p>
<p>         ธรรมศึกษาตรี เปิดสอบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ปรากฏว่ามีฆราวาสทั้งชายและหญิงสมัครสอบกันเป็นจำนวนมาก (เล่มเดียวกัน, หน้า ๑๕๘.)</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ธรรมศึกษาโท</span></p>
<p>         เมื่อเห็นว่าฆราวาสสนใจศึกษาและสมัครสอบธรรมศึกษาตรีกันเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ คณะสงฆ์จึงได้จัดตั้งหลักสูตรธรรมศึกษาโทขึ้น เพื่อเป็นการขยายการศึกษานักธรรมสำหรับฆราวาสให้กว้างขวางและแพร่หลายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาทางหนึ่ง หลักสูตรธรรมศึกษาโทประกอบด้วยวิชาที่ต้องสอบ ๓ วิชา คือธรรมวิภาค อนุพุทธประวัติ และเรียงความแก้กระทู้ธรรม เช่นเดียวกับหลักสูตรนักธรรมชั้นโทสำหรับภิกษุสามเณร ยกเว้นวินัยบัญญัติธรรมศึกษาโทสอบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ (เล่มเดียวกัน, หน้า ๑๕๙.)</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ธรรมศึกษาเอก</span></p>
<p>         พ.ศ. ๒๔๗๘ คณะสงฆ์ได้ตั้งหลักสูตรธรรมศึกษาเอกและอนุญาตให้ฆราวาสสอบได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นต้นไป (แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๒๓ อ้างใน รายงานเรื่องศึกษาของคณะสงฆ์ไทย. (เอกสารโรเนียวเย็บเล่ม). ฝ่ายวิจัย กองแผนงาน กรมศาสนา, พ.ศ. ๒๕๑๖. หน้า ๒๓.) หลักสูตรนักธรรมชั้นเอกก็ประกอบด้วยวิชาที่ต้องสอบ ๓ วิชา คือ ธรรมวิภาค พุทธานุพุทธประวัติ และเรียงความแก้กระทู้ธรรม เช่นเดียวกับหลักสูตรนักธรรมชั้นเอกสำหรับภิกษุสามเณร ยกเว้นวินัยบัญญัติ<br />
         การศึกษานักธรรม อันเป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา หรือธรรมวินัยในภาษาไทย ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระดำริตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ นั้น ได้พัฒนามาโดยลำดับ ทั้งในด้สนหลักสูตร การเรียนและการสอน เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีความรู้ในธรรมวินัย ตลอดถึงความเป็นมาของพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง พอแก่การที่จะเป็นศาสนทายาทที่มีคุณภาพ สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วยดี การศึกษานักธรรมได้เป็นที่นิยมนับถือของคณะสงฆ์และได้รับการจัดให้เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของภิกษุสามเณรในประเทศไทยควบคู่ไปกับการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีนับแต่เริ่มต้นมาจนบัดนี้ การศึกษานักธรรมที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯได้ทรงตั้งขึ้นนี้ จึงนับว่ามีคุณประโยชน์ต่อการพระศาสนาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก</p>
<p>         นอกจากนี้ การศึกษานักธรรมยังได้แผ่ประโยชน์ไปยังพุทธบริษัทฝ่ายฆราวาสด้วย ดังที่ฆราวาสจำนวนมากก็สนใจศึกษาและสอบธรรมศึกษากันเป็นจำนวนมากตลอดมาดังที่กล่าวแล้ว การที่พุทธบริษัทฝ่ายฆราวาสได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมวินัย นับว่ามีประโยชน์ต่อการที่จะช่วยส่งเสริมและดำรงรักษาพระศาสนาให้เจริญมั่นคงได้ทางหนึ่ง</p>
<p>         หลักสูตรพุทธานุพุทธประวัติ ใช้หนังสือพุทธประวัติ เล่ม ๑, เล่ม ๓ หนังสือปฐมสมโพธิ หนังสือพุทธานุพุทธประวัติ หนังสืออนุพุทธประวัติ และหนังสือสังคีติกถา.</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.gongtham.org">http://www.gongtham.org</a></p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, นักธรรม, บาลี, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/96/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=96&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/04.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">04</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/big1101.jpg?w=234" medium="image">
			<media:title type="html">big110</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประวัติ&#8221;การสังคายนาพระธรรมวินัย&#8221;</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 07:01:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[บาลี]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[การสังคายนา  ก็คือการประชุมตรวจชำระสอบทาน พระธรรมวินัยให้เข้าเป็นหมู่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา การสังคายนานี้เมื่อจะนับตั้งแต่เมื่อทำในประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า และไทย ก็มีหลายครั้งด้วยกันดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้   สังคายนาครั้งที่ ๑ (ในประเทศอินเดีย)                 สืบเนื่องมาจากเหตุที่หลวงตารูปหนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้พูดกับพวกภิกษุที่มีความเศร้าโศกเสียใจขณะที่ได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อครั้งพระมหากัสสปะพาเดินทางไปทำศพของพระพุทธเจ้า โดยบอกว่า “พระพุทธเจ้าปรินิพพานนะดีแล้ว จะไม่ได้ห้ามอะไรเราอีก ต่อไปนี้เราจะทำอะไรก็ได้” ดั้งนี้ เมื่อทำการเผาพระศพพระพุทธเจ้าแล้ว พระมหากัสสปะก็ได้ปรารภเรื่องที่หลวงตานั้นพูด ให้กับคณะสงฆ์ฟัง และเพื่อหาทางป้องันไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก จึงได้นัดประชุมสงฆ์ เพื่อทำการสังคายนาขึ้น การสังคายนาครั้งนี้ - มีพระมหากัสสปะเป็นประธานและเป็นผู้ถาม - มีพระอุบาลีเป็นผู้ตอบในด้านวินัย - มีพระอานนท์เป็นผู้ตอบในด้านธรรม - มีพระสงฆ์ (อรหันต์ทั้งหมด) ร่วมประชุม ๕๐๐ รูป ทำอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ ได้พระ เจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ ทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภาระใกล้กรุงราชคฤห์   การสังคายนาครั้งที่ ๒ (ในประเทศอินเดีย)                 การสังคายนาครั้งนี้ปรารภเหตุที่ภิกษุวัชชีบุตร [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=91&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align:left;"><span style="color:#0000ff;">การสังคายนา</span><span style="font-size:18pt;" lang="TH"><img class="size-full wp-image-92 alignleft" title="22" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/22.jpg?w=200&#038;h=298" alt="22" width="200" height="298" /></span><span lang="TH">  ก็คือการประชุมตรวจชำระสอบทาน พระธรรมวินัยให้เข้าเป็นหมู่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา การสังคายนานี้เมื่อจะนับตั้งแต่เมื่อทำในประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า และไทย ก็มีหลายครั้งด้วยกันดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้</span><br />
<span lang="TH"> </span></h2>
<h2 style="text-align:left;"><span lang="TH"><span style="color:#0000ff;">สังคายนาครั้งที่ ๑</span></span> (<span lang="TH">ในประเทศอินเดีย)</span><br />
<span lang="TH">                สืบเนื่องมาจากเหตุที่หลวงตารูปหนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้พูดกับพวกภิกษุที่มีความเศร้าโศกเสียใจขณะที่ได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อครั้งพระมหากัสสปะพาเดินทางไปทำศพของพระพุทธเจ้า โดยบอกว่า</span> “<span lang="TH">พระพุทธเจ้าปรินิพพานนะดีแล้ว จะไม่ได้ห้ามอะไรเราอีก ต่อไปนี้เราจะทำอะไรก็ได้</span>” <span lang="TH">ดั้งนี้ เมื่อทำการเผาพระศพพระพุทธเจ้าแล้ว พระมหากัสสปะก็ได้ปรารภเรื่องที่หลวงตานั้นพูด ให้กับคณะสงฆ์ฟัง และเพื่อหาทางป้องันไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก จึงได้นัดประชุมสงฆ์ เพื่อทำการสังคายนาขึ้น</span><br />
<span lang="TH">การสังคายนาครั้งนี้</span><br />
- <span lang="TH">มีพระมหากัสสปะเป็นประธานและเป็นผู้ถาม</span><br />
- <span lang="TH">มีพระอุบาลีเป็นผู้ตอบในด้านวินัย</span><br />
- <span lang="TH">มีพระอานนท์เป็นผู้ตอบในด้านธรรม</span><br />
- <span lang="TH">มีพระสงฆ์ (อรหันต์ทั้งหมด) ร่วมประชุม ๕๐๐ รูป ทำอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ ได้พระ</span><br />
<span lang="TH">เจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ ทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภาระใกล้กรุงราชคฤห์</span><br />
<span style="color:#0000ff;"><span lang="TH"> </span></span></h2>
<h2 style="text-align:left;"><span style="color:#0000ff;"><span lang="TH">การสังคายนาครั้งที่ ๒</span> </span>(<span lang="TH">ในประเทศอินเดีย)</span><br />
<span lang="TH">                การสังคายนาครั้งนี้ปรารภเหตุที่ภิกษุวัชชีบุตร ในเมืองไพศาลีได้ประพฤติย่อหย่อนพระธรรมวินัย ๑๐ ข้อ เช่น ตะวันบ่ายไปแล้ว ๒ นิ้ว ก็ฉันอาหารได้ เป็นต้น</span><br />
<span lang="TH">                เพื่อที่จะชี้แจงให้เข้าใจกันโดยถูกต้อง พระยสกากัณฑกบุตร ได้ชักชวนพระเถระทั้งหลายทำสังคายนาขึ้น โดยมีพระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบปัญหาในทางวินัยที่เกิดขึ้น มีพระสงฆ์ร่วมประชุม ๗๐๐ รูป ทำที่วาลิการาม เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี ทำอยู่ ๘ เดือน เมื่อ พ.ศ.๑๐๐ ได้มีพระจ้ากาลาโศกราชเป็นองค์อุปถัมภ์</span></h2>
<p><span lang="TH"><span style="color:#0000ff;"> </span></span></p>
<h2 style="text-align:left;"><span lang="TH"><span style="color:#0000ff;">การสังคายนาครั้งที่ ๓</span></span> (<span lang="TH">ในประเทศอินเดีย)</span><br />
<span lang="TH">                การทำสังคายนาครั้งนี้ สาเหตุก็คือปรารภเหตุที่คนนอกศาสนาปลอมบวชกันมาก เพราะหวังลาถคนเหล่านั้นเมื่อมาบวชก็ยังมีความเชื่อตามศาสนาเดิมของตนอยู่ และได้สอนผู้คนไปตามความเชื่อนั้น ทำให้คนต่างพากันสอนไปตามความเชื่อของคน จึงทำให้พระสงฆ์แท้ไม่ยอมลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมกับภิกษุปลอมเหล่านั้นอยู่นานหลายปี พระเจ้าอโศกจึงใช้อำนายกำจัดพระปลอมเหล่านั้นให้สึกไปถึง ๖๐</span>,<span lang="TH">๐๐๐ คน จากนั้น พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้รวบรวมพระสงฆ์ทำสังคายนาขึ้น โดยมีท่านเองเป็นผู้ถาม พระมัชฌันติกเถระ และพระมหาเทวเถระเป็นผู้แก้ มีพระสงฆ์ร่วมประชุม ๑</span>,<span lang="TH">๐๐๐ รูป ทำที่อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เมื่อ พ.ศ.๒๓๔ ทำอยู่ ๙ เดือนจึงสำเร็จ มีเจ้าอโศกมหาราช</span> (<span lang="TH">ศรีธรรมาโศกราช)เป็นผู้อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">                เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งนี้แล้ว พระเจ้าอโศกได้ส่งพระสงฆ์ออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดนทั้งหมด ๙ สายด้วยกัน สายหนึ่งได้เดินทางมาประกาศพระศาสนาแถบประเทศไทยเรา(สุวรรณภูมิ) มีหัวหน้า ๒ รูป คือ พระโสภณะ กับ พระอุตตระ ไทยเราจึงได้รับศาสนาพุทธตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</span></h2>
<p><span lang="TH"> </span></p>
<h2 style="text-align:left;"><span lang="TH"><span style="color:#0000ff;">การสังคายนาครั้งที่ ๔</span></span> (<span lang="TH">ในลังกา)</span><br />
<span lang="TH">                หลังจากการสังคายนาครั้งที่ ๓ แล้ว พระเจ้าอโศกได้ส่งพระไปประกาศพระศาสนาในต่างแดน สายหนึ่งโดยการนำของพระมหินทเถระ ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าอโศกเอง ได้ไปยังประเทศศรีลังกา(กังลาทวีป)ในปัจจุบันนี้ ไปถึงท่านได้แสดงธรรมแก่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสเถระเลื่อมใส และอาศัยความใคร่จะให้ศาสนามั่นคงในลังกานี้ท่านจึงรวมพระสงฆ์ขึ้นทำสังคายนา โดยท่านเองเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐ เป็นผู้แก้ มีพระสงฆ์ร่วมประชุม ๖๘</span>,<span lang="TH">๐๐๐ รูป ทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ ทำอยู่ ๑๐ เดือนจึงสำเร็จ ได้มีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เป็นผู้อุปถัมภ์</span></h2>
<p><span lang="TH"> </span></p>
<h2 style="text-align:left;"><span lang="TH"><span style="color:#0000ff;">การสังคายนาครั้งที่ ๕</span></span> (<span lang="TH">ในลังกา)</span><br />
<span lang="TH">                ในการสังคายนาในครั้งนี้ ปรารภเหตุที่ว่า ต่อไปในอนาคตจะมีผู้ท่องจำพระพุทธพจน์ได้น้อย และอาจจะมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่าย เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พระธรรมวินัยผิดพลาดจึงได้ตกลงกันว่า ควรจารึกคำสอนลงในใบลานครั้งนี้ ได้มีพระพุทธธัตตะ เป็นประธาน มีพระสงฆ์เข้าร่วมประชุม ๕๐๐ รูป ทำที่อาโสกเลณสถานในมลัยชนบท ในประเทศศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ ได้พระเจ้าวัฏฏคามินีอภัย เป็นผู้อุปถัมภ์ ทำอยู่ ๑ ปี จึงสำเร็จ</span></h2>
<p style="margin:0;"><span lang="TH">๑. การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๕ ปรารภเหตุอะไร </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ ปรารภสุภัททะกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ ปรารภภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ ปรารภเดียรถีย์ปลอมบวช</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ ปรารภให้ศาสนามั่นคงในอินเดีย</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ ปรารภเพื่อจารึกคำสอนลงในใบลาน</span><br />
<span lang="TH">๒. ในการทำสังคายนาแต่ละครั้ง ใช้เวลานานเท่าไร </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ ใช้เวลา ๗ เดือน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ ใช้เวลา ๘ เดือน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ ใช้เวลา ๙ เดือน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ ใช้เวลา ๑๐ เดือน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ ใช้เวลา ๑๒ เดือน (๑ ปี)</span><br />
<span lang="TH">๓. ในการทำสังคายนาแต่ละครั้ง มีพระสงฆ์เข้าร่วมประชุมครั้งละเท่าไร </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ มีพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ มีพระสงฆ์ ๗๐๐ รูป</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ มีพระสงฆ์ ๑</span>,<span lang="TH">๐๐๐ รูป</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ มีพระสงฆ์ ๖๘</span>,<span lang="TH">๐๐๐ รูป</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ มีพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป</span><br />
<span lang="TH">๔. ในการทำสังคายนาแต่ละครั้ง มีใครเป็นประธาน </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ พระมหากัสสปะ เป็นประธาน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ พระยสะ กากัณฑากบุตร เป็นประธาน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ พระโมคคัลลีบุตร เป็นประธาน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ พระมหินทเถระ เป็นประธาน</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ พระพุทธทัตตะ เป็นประธาน</span><br />
<span lang="TH">๕. ในฝ่ายฆราวาส มีใครให้การอุปถัมภ์ในการทำสังคายนาแต่ละครั้ง </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ พระเจ้าอชาตศัตรู อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ พระเจ้ากาลาโศกราช อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราช อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ พระเจ้าวัฏฏคามินีอภัย อุปถัมภ์</span><br />
<span lang="TH">๖. การสังคายนาในประเทศอินเดีย ทั้งหมดที่มีการรับรองและไม่รับรองกี่ครั้ง </span>?( <span lang="TH">๔ ครั้ง พ.ศ.๓</span>,<span lang="TH">๑๐๐</span>,<span lang="TH">๒๓๔</span>, <span lang="TH">๖๔๓)</span><br />
<span lang="TH">๗. ในลังกา มีทั้งหมดกี่ครั้ง </span>? ( <span lang="TH">๓ ครั้ง พ.ศ. ๒๓๘ &#8211; ๔๕๐ &#8211; ๒๔๐๘)</span><br />
<span lang="TH">๘. พม่า ทั้งหมดกี่ครั้ง </span>? ( <span lang="TH">๒ ครั้ง พ.ศ. ๒๔๑๔ &#8211; ๒๔๙๗ )</span><br />
<span lang="TH">๙. ในไทยเรามีการสังคายนากี่ครั้ง </span>? (<span lang="TH">๕ ครั้ง พ.ศ. ๒๐๒๐ &#8211; ๒๓๓๑(ร.๑)๒๔๓๖(ร.๕) ๒๔๖๘(ร.๗) ๒๕๒๘(ร.๙)</span><br />
<span lang="TH">๑๐. ลองบอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระไตรปิฎกในเมืองไทยมาพอสังเขป </span>?<br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๑ ชำระและจารึกลงในใบลานทำที่เชียงใหม่ สมัยพระเจ้าโลกราช พ.ศ. ๒๐๒๐</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๒ ชำระและจารึกลงในใบลานทำที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๓ ชำระและพิมพ์เป็นเล่ม ทำที่กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๖</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๔ ชำระและพิมพ์เป็นเล่ม ทำที่กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๖๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๓</span><br />
<span lang="TH">ครั้งที่ ๕ ชำระและพิมพ์เป็นเล่ม ทำที่กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๒๘ เพื่อเป็นการฉลอง ๖๐พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ</span></p>
<p style="margin:0;"><span style="font-size:large;"></span> ที่มา : <a href="http://www.watbk.org/" target="_blank">www.watbk.org</a></p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/91/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=91&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/22.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">22</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประวัติความเป็นมา &#8220;ภาษาบาลี&#8221;</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 05:41:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[บาลี]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=75</guid>
		<description><![CDATA[         ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงวางแผนการศึกษาไว้เป็น ๓ ขั้น คือ ขั้นปริยัติ ขั้นปฏิบัติ และ ขั้นปฏิเวธ         ขั้นปริยัติ ได้แก่ การศึกษาทางทฤษฎีคือ การศึกษาพระธรรมวินัยให้มีความรู้เป็นพื้นฐานโดยแจ่มแจ้งเสียก่อนว่า คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอะไรบ้าง ถ้าจะนำมาปฏิบัติจะทำอย่างไร และเมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างไร         ขั้นปฏิบัติ คือการนำเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ   และ ขั้นปฏิเวธ เป็นขั้นที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมนี้ ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสามเณรผู้มีศรัทธาที่ได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา บุคคลที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วมีภารกิจที่ต้องทำสองประการ คือ ประการแรก ได้แก่ คันถธุระ การศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ การศึกษาชนิดนี้เน้นภาคทฤษฎี และประการที่สอง คือ วิปัสสนาธุระ การเรียนพระกรรมฐานโดยเน้นลงไปที่การปฏิบัติทางกายวาจาและใจ      สำหรับการศึกษาที่เรียกว่า “คันถธุระ” นั้น ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสาวกเป็นประจำทุกวันด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา คำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ทรงแสดงด้วยพระโอฐตามที่พระองค์จะทรงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัทซึ่งมีเป็นประจำทุกวัน ผู้ที่ฟังก็มีทั้งพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ สำหรับพระภิกษุสงฆ์นั้น เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วก็นำมาถ่ายทอดแก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกต่อกันไป การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เรียกว่า คันถธุระ หรือการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมี ๙ ประการ เรียกว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=75&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>         ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงวางแผนการศึกษาไว้เป็น ๓ ขั้น คือ ขั้นปริยัติ ขั้นปฏิบัติ และ ขั้นปฏิเวธ<img class="size-full wp-image-88 alignright" title="สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระผู้ให้กำเนิดศึกษาบาลีนักธรรม" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/capture01.gif?w=188&#038;h=228" alt="Capture01" width="188" height="228" /></p>
<p>        ขั้นปริยัติ ได้แก่ การศึกษาทางทฤษฎีคือ การศึกษาพระธรรมวินัยให้มีความรู้เป็นพื้นฐานโดยแจ่มแจ้งเสียก่อนว่า คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอะไรบ้าง ถ้าจะนำมาปฏิบัติจะทำอย่างไร และเมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างไร<br />
        ขั้นปฏิบัติ คือการนำเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ   และ ขั้นปฏิเวธ เป็นขั้นที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมนี้ ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสามเณรผู้มีศรัทธาที่ได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา บุคคลที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วมีภารกิจที่ต้องทำสองประการ คือ ประการแรก ได้แก่ คันถธุระ การศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ การศึกษาชนิดนี้เน้นภาคทฤษฎี และประการที่สอง คือ วิปัสสนาธุระ การเรียนพระกรรมฐานโดยเน้นลงไปที่การปฏิบัติทางกายวาจาและใจ<br />
     สำหรับการศึกษาที่เรียกว่า “คันถธุระ” นั้น ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสาวกเป็นประจำทุกวันด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา คำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ทรงแสดงด้วยพระโอฐตามที่พระองค์จะทรงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัทซึ่งมีเป็นประจำทุกวัน ผู้ที่ฟังก็มีทั้งพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ สำหรับพระภิกษุสงฆ์นั้น เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วก็นำมาถ่ายทอดแก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกต่อกันไป การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เรียกว่า คันถธุระ หรือการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมี ๙ ประการ เรียกว่า “นวังคสัตถุศาสน์” แปลว่า คำสอนของพระศาสดามีองค์เก้า ซึ่งได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม และเวทัลละ<br />
พระปริยัติธรรม หรือ นวังคสัตถุศาสน์นี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยภาษาบาลี เพราะในสมัยนั้น ประเทศอินเดียมีภาษาหลักอยู่ ๒ ตระกูล คือ ภาษาปรากฤต และ ภาษาสันสกฤต</p>
<p>ภาษาปรากฤตแบ่งย่อยออกเป็น ๖ ภาษา คือ<br />
ภาษามาคธี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมคธ<br />
ภาษามหาราษฎรี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมหาราษฎร์<br />
ภาษาอรรถมาคธี ภาษากึ่งมาคธี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาอารษปรากฤต<br />
ภาษาเศารนี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นศูรเสน<br />
ภาษาไปศาจี ภาษีปีศาจ หรือภาษาชั้นต่ำ และ<br />
ภาษาอปภรังศ ภาษาปรากฤตรุ่นหลังที่ไวยากรณ์ได้เปลี่ยนไปเกือบหมดแล้ว<br />
ภาษามาคธี หรือ ภาษามคธ เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สั่งสอนประชาชน ครั้นต่อมาพระพุทธศาสนาได้มาเจริญแพร่หลายที่ประเทศศรีลังกา ภาษามาคธีได้ถูกนักปราชญ์แก้ไขดัดแปลงรูปแบบไวยากรณ์ให้กระทัดรัดยิ่งขึ้นจึงมีชื่อใหม่ว่า “ปาลี” หรือ ภาษาบาลี เป็นภาษาจารึกพระไตรปิฏกดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน<br />
คำว่า บาลี มาจากคำว่า ปาลี ซึ่งวิเคราะห์มาจาก ปาล ธาตุ ในความรักษา ลง ณี ปัจจัย ๆ ที่เนื่องด้วย ณ ลบ ณ ทิ้งเสีย มีรูปวิเคราะห์ว่า พุทธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี แปลโดยพยัญชนะว่า ภาษาใดย่อมรักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ เพราะเหตุนั้น ภาษานั้นชื่อว่า ปาลี แปลโดยอรรถว่า ภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ<br />
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านจารึกไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ด้วยภาษาบาลีซึ่งสามารถแบ่งลำดับชั้นของคัมภีร์ต่างๆ ได้ดังนี้<br />
พระไตรปิฏก เป็นหลักฐานชั้นหนึ่ง เรียกว่า บาลี<br />
คำอธิบายพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานชั้นสอง เรียกว่า อรรถกถา หรือ วัณณนา<br />
คำอธิบายอรรถกถา เป็นหลักฐานชั้นสาม เรียกว่า ฎีกา<br />
คำอธิบายฏีกา เป็นหลักฐานชั้นสี่ เรียกว่า อนุฏีกา<br />
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่แต่งขึ้นภายหลังเป็นทำนองอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีในคัมภีร์พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “ทีปนี” หรือ “ทีปิกา” หรือ “ปทีปิกา” และหนังสือที่อธิบายเรื่องปลีกย่อยต่างๆ ที่มีในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “โยชนา” หนังสือทั้งสองประเภทนี้จัดเป็นคัมภีร์อรรถกถา<br />
จะเห็นได้ว่า คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นแรกสุด คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกนั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ โดยจัดแบ่งเป็น ๓ หมวด คือ<br />
หมวดที่หนึ่ง พระวินัย ว่าด้วยเรื่อง ระเบียบ กฎ ข้อบังคับควบคุมกิริยา มารยาท ของภิกษุสงฆ์ มีทั้งข้อห้ามและข้ออนุญาต ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์<br />
หมวดที่สอง พระสูตร ว่าด้วยเรื่องราว นิทาน ประวัติศาสตร์ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนและทรงสนทนากับบุคคลทั้งหลายอันเกี่ยวกับชาดกต่างๆ ที่ทรงสอนเปรียบเทียบเป็นอุปมาอุปไมย เป็นต้น มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และ<br />
หมวดที่สาม พระอภิธรรมว่าด้วยธรรมขั้นสูง คือ ว่าด้วยเรื่องเฉพาะคำสอนที่เป็นแก่น เป็นปรมัตถ์ ในรูปปรัชญาล้วนๆ มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์<br />
     คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เรียกว่า “ธรรมวินัย” ธรรมวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ เพราะถือเป็นสิ่งแทนองค์พระศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยอันใดที่เราบัญญัติไว้แล้ว แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมะและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว” ดังนั้น กล่าวได้ว่า พระไตรปิฏกเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ<br />
พระไตรปิฏกแต่เดิมเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่มีในมัชฌิมประเทศที่เรียกว่า แคว้นมคธ ในครั้งพุทธกาล ต่อมาพุทธศาสนาแพร่หลายไปในนานาประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ประเทศต่างๆ เหล่านั้น มีธิเบตและจีนเป็นต้นได้แปลพระไตรปิฏกจากภาษาบาลีเป็นภาษาของตน เพื่อประสงค์ที่จะให้เรียนรู้ได้ง่าย จะได้มีคนเลื่อมใสศรัทธามาก ครั้นไม่มีใครเล่าเรียนพระไตรปิฏก ต่อมาก็ค่อยๆ สูญสิ้นไป สิ้นหลักฐานที่จะสอบสวนพระธรรมวินัยให้ถ่องแท้ได้  ลัทธิศาสนาในประเทศฝ่ายเหนือเหล่านั้นก็แปรผันวิปลาสไป<br />
     แต่ส่วนประเทศฝ่ายใต้มี ลังกา พม่า ไทย ลาว และ เขมร ประเทศเหล่านี้คิดเห็นมาแต่เดิมว่า ถ้าแปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาอื่นโดยทิ้งของเดิมเสียแล้ว พระธรรมวินัยก็คงคลาดเคลื่อน จึงรักษาพระไตรปิฏกไว้ในเป็นภาษาบาลี<br />
การเล่าเรียนคันถธุระก็ต้องเรียนภาษาบาลีให้เข้าใจเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงเรียนพระธรรมวินัยในพระไตรปิฏกต่อไป ด้วยเหตุนี้เองประเทศฝ่ายใต้จึงสามารถรักษาลัทธิศาสนาตามหลักธรรมวินัยยั่งยืนมาได้ การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี นอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนแล้วยังได้ชื่อว่า เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลี เพราะถ้าไม่รู้ภาษาบาลีแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้และเข้าใจพระพุทธวจนะในพระไตรปิฏก ถ้าขาดความรู้เรื่องพระไตรปิฏกแล้ว พระพุทธศาสนาก็จะต้องเสื่อมสูญไปด้วย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นศาสนูปถัมภกตั้งแต่โบราณมาจึงทรงทำนุบำรุง สนับสนุนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรที่เรียนรู้พระพุทธวจนะให้มีฐานันดร พระราชทานราชูปการต่างๆ มีนิตยภัตรเป็นต้น จึงได้ทรงจัดให้มีวิธีการสอบพระปริยัติธรรมเพื่อให้ปรากฏต่อชาวโลกทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร เมื่อปรากฏว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้ถึงขั้นที่กำหนดไว้ พระมหากษัตริย์</p>
<p>ก็ทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรรูปปั้นให้เป็น “มหาบาเรียน” ครั้นอายุพรรษาถึงชั้นเถรภูมิ ก็ทรงตั้งให้มีสมณศักดิ์ในสังฆมณฑลตามควรแก่คุณธรรมและความรู้เป็นครู อาจารย์ สั่งสอนพระปริยัติสืบๆ กันมาจนปัจจุบันนี้</p>
<p>จาก  <a rel="#someid27" href="http://www.phrathai.net/pali/kampenma.php">http://www.phrathai.net/pali/kampenma.php</a></p>
<h2><span style="text-decoration:underline;"><a rel="#someid28" href="http://www.balee.kroophra.net/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=30&amp;Itemid=47">หลักสูตรการศึกษาบาลี</a><img class="alignright size-medium wp-image-80" title="big34" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/big34.jpg?w=157&#038;h=164" alt="big34" width="157" height="164" /></span></h2>
<p align="justify"><strong><span style="font-size:medium;">หลักสูตรการศึกษาบาลีปัจจุบัน ประโยค ๑-๒ ถึง ประโยค ป.ธ.๙</span></strong></p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ๑-๒ และเปรียญตรีปีที่ ๑-๒ หมวดบาลีศึกษา</span><br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย โดยพยัญชนะและโดยอรรถ หลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๑-๔<br />
วิชาบาลีไวยากรณ์ หลักสูตรใช้หนังสือ บาลีไวยากรณ์ประเภทสอบถามความจำ</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๓</span><br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย โดยพยัญชนะและโดยอรรถ หลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๕-๘<br />
วิชาสัมพันธ์ไทย หลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๕-๘<br />
วิชาบาลีไวยากรณ์ หลักสูตรใช้หนังสือ บาลีไวยากรณ์ ประเภทสอบถามความจำและความเข้าใจประกอบกัน<br />
วิชาบุรพภาค ข้อเขียนภาษาไทย โดยแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบลักษณะวรรคตอน ตัวอักษรตามสมัยนิยม หลักสูตรใช้หนังสือที่ควรรู้ เช่น จดหมายทางราชการ เป็นต้น</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๔</span><br />
วิชาแปลไทยเป็นมคธ หลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๑<br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย หลักสูตรใช้หนังสือ มงฺคลตฺถทีปนี ภาค ๑</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๕<br />
</span>วิชาแปลไทยเป็นมคธ หลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๒ ถึง ภาค ๔<br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย หลักสูตรใช้หนังสือ มงฺคลตฺถทีปนี ภาค ๒</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๖<br />
</span>วิชาแปลไทยเป็นมคธหลักสูตรใช้หนังสือ ธมฺมปทฏฺฐกถา ภาค ๕-๘ <br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย หลักสูตรใช้หนังสือ ตติย-จตุตฺถ-ปญฺจมสมนฺตปาสาทิกา<br />
หมายเหตุ  แต่ในการสอบกรรมการจะแปลประโยคที่ออกสอบเป็นความไทยโดยสันทัด<br />
หรืออาจดัดแปลงสำนวนและท้องเรื่อง หรือตัดตอนที่ต่างๆ มาเรียงติดต่อกันเป็นประโยค สอบไล่ก็ได้</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๗<br />
</span>วิชาแปลไทยเป็นมคธ หลักสูตรใช้หนังสือ มงฺคลตฺถทีปนี ภาค ๑<br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย หลักสูตรใช้หนังสือ ปฐม-ทุติยสมนฺตปาสาทิกา</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๘<br />
</span>วิชาแต่งฉันท์มคธ แต่งฉันท์เป็นภาษามคธ ๓ ฉันท์ใน จำนวน ๖ ฉันท์ คือ<br />
(๑) ปัฐยาวัตร  (๒) อินทรวิเชียร  (๓) อุเปนทรวิเชียร  (๔) อินทรวงศ์  (๕) วังสัฏฐะ  (๖) วสันตดิลก<br />
หมายเหตุ  ข้อความแล้วแต่กรรมการจะกำหนดให้<br />
วิชาแปลไทยเป็นมคธ หลักสูตรใช้หนังสือ ปฐมสมนฺต-ปาสาทิกา<br />
วิชาแปลมคธเป็นไทย หลักสูตรใช้หนังสือ วิสุทฺธิมคฺค</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ประโยค ป.ธ.๙<br />
</span>วิชาแต่งไทยเป็นมคธ แต่งมคธจากภาษาไทยล้วนข้อความแล้วแต่กรรมการจะกำหนดให้<br />
วิชาแปลไทยเป็นมคธ หลักสูตรใช้หนังสือ วิสุทฺธิมคฺค<br />
วิชาแปลมคธเป็นไทยหลักสูตรใช้หนังสือ อภิธมฺมตฺถวิภาวินี</p>
<p>ที่มา  <a rel="#someid29" href="http://www.balee.net/">www.balee.net</a></p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/75/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/75/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=75&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/capture01.gif" medium="image">
			<media:title type="html">สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระผู้ให้กำเนิดศึกษาบาลีนักธรรม</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/big34.jpg?w=225" medium="image">
			<media:title type="html">big34</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประวัติ &#8220;หลวงพ่อโต&#8221;</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2009 03:15:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อโต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[หลวงพ่อโต (พระพุทธมหามุนี) พระพุทธรูปคู่เมืองจังหวัดศรีสะเกษ  หลวงพ่อโต  ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโตวัดมหาพุทธารามปัจจุบันนี้ ในตำนานเมืองศรีสะเกษเล่าว่า มีการค้นพบหลวงพ่อโตในสมัยสร้างเมืองใหม่ ที่ “ดงไฮสามขา” หลวงพ่อโตที่พบมีสภาพเป็นตุ๊กตาหิน ขนาดเท่าแทน แต่พอไปวัดโดยการโอบด้วยแขนกลับขยายใหญ่ขึ้นจนโอบไม่หุ้ม ดังตำนานเล่าว่า “ที่ตั้งวัดพระโต มีป่าเครือมะยางร่มครื้มหนาแน่น ในขณะที่ถางป่านั้นได้พบตุ๊กตาหินรูปหนึ่ง มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป เล่ากันว่า ตุ๊กตาหินองค์นี้มีอภินิหารเป็นพิเศษ คือเมื่อมองดูจะเห็นเป็นรูปเล็ก ๆ เท่าแขนคนธรรมดา แต่พอเข้าไปกอดเข้ากลับโอบไม่รอบ พวกราษฎรพากันฉงนยิ่งนัก จึงไปบอกอาจารย์ศรีธรรมาผู้เป็นใหญ่ เมื่อรู้ว่าเป็นจริงก็เลยทำพิธีสมโภชกันขนานใหญ่ และขนานนามตุ๊กตาหินองค์นี้ว่า “พระโต” ซึ่งต่อมาได้นำอิฐหรือปูนสร้างเสริมให้ใหญ่จริงๆ ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน (จากวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ ฯ หน้า ๑๕๖)             แต่ตำนานที่ค่อนข้างสอดคล้องกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเล่ากันว่า หลวงพ่อโตองค์จริงนั้น ถูกหุ้มอยู่ข้างใน เป็นพระพุทธรูปหินดำเกลี้ยง (บางแห่งว่าหินเขียว บางแห่งว่าหินแดง) ปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) เดิมมีหน้าตักกว้างยาว ๒.๕๐ เมตร ต่อมากลัวว่าพวกมิจฉาชีพจะทำให้เสียหาย จึงมีผู้ศรัทธาหุ้มเสริมองค์จริงเข้าไปหลายครั้ง จนถึงปัจจุบันนี้ มีขนาดหน้าตัก ๓.๕๐ เมตร [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=55&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-56" title="หลวงพ่อโต" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/bura0005-2.gif?w=300&#038;h=242" alt="Bura0005 (2)" width="300" height="242" /></p>
<h3 style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;">หลวงพ่อโต (พระพุทธมหามุนี)</span></h3>
<h3 style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;">พระพุทธรูปคู่เมืองจังหวัดศรีสะเกษ</span></h3>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#0000ff;"> หลวงพ่อโต  </span>ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโตวัดมหาพุทธารามปัจจุบันนี้ ในตำนานเมืองศรีสะเกษเล่าว่า มีการค้นพบหลวงพ่อโตในสมัยสร้างเมืองใหม่ ที่ “ดงไฮสามขา” หลวงพ่อโตที่พบมีสภาพเป็นตุ๊กตาหิน ขนาดเท่าแทน แต่พอไปวัดโดยการโอบด้วยแขนกลับขยายใหญ่ขึ้นจนโอบไม่หุ้ม ดังตำนานเล่าว่า “ที่ตั้งวัดพระโต มีป่าเครือมะยางร่มครื้มหนาแน่น ในขณะที่ถางป่านั้นได้พบตุ๊กตาหินรูปหนึ่ง มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป เล่ากันว่า ตุ๊กตาหินองค์นี้มีอภินิหารเป็นพิเศษ คือเมื่อมองดูจะเห็นเป็นรูปเล็ก ๆ เท่าแขนคนธรรมดา แต่พอเข้าไปกอดเข้ากลับโอบไม่รอบ พวกราษฎรพากันฉงนยิ่งนัก จึงไปบอกอาจารย์ศรีธรรมาผู้เป็นใหญ่ เมื่อรู้ว่าเป็นจริงก็เลยทำพิธีสมโภชกันขนานใหญ่ และขนานนามตุ๊กตาหินองค์นี้ว่า “พระโต” ซึ่งต่อมาได้นำอิฐหรือปูนสร้างเสริมให้ใหญ่จริงๆ ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน (จากวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ ฯ หน้า ๑๕๖)</p>
<p>            แต่ตำนานที่ค่อนข้างสอดคล้องกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเล่ากันว่า หลวงพ่อโตองค์จริงนั้น ถูกหุ้มอยู่ข้างใน เป็นพระพุทธรูปหินดำเกลี้ยง (บางแห่งว่าหินเขียว บางแห่งว่าหินแดง) ปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) เดิมมีหน้าตักกว้างยาว ๒.๕๐ เมตร ต่อมากลัวว่าพวกมิจฉาชีพจะทำให้เสียหาย จึงมีผู้ศรัทธาหุ้มเสริมองค์จริงเข้าไปหลายครั้ง จนถึงปัจจุบันนี้ มีขนาดหน้าตัก ๓.๕๐ เมตร ความสูงตั้งแต่พระเกศาลงมา ๖.๘๕ เมตร เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๙ ได้มีการสร้างวิหารใหญ่ครอบซึ่งมีความกว้าง ๑๔.๐๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>            ในขณะนี้ จึงพอที่จะสรุปได้ว่า มีการค้นพบหลวงพ่อโตเมื่อ <strong>พระยาวิเศษภักดี (ชม)</strong> ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ในสถานที่ที่เป็นจังหวัดศรีสะเกษปัจจุบัน และได้สร้างวัดพระโตเป็นวัดคู่เมืองศรีสะเกษขึ้น <strong>ในปีพ.ศ. ๒๓๒๘</strong> และนับถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๐) วัดพระโตมีอายุ <strong>๒๒๐</strong> ปี ฯ</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-medium wp-image-67    aligncenter" title="06" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/061.gif?w=290&#038;h=196" alt="06" width="290" height="196" /></p>
<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;">ประวัติวัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต)</span></h2>
<p><em><strong>วัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต)</strong></em> ได้ชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษ ก็เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ เป็นปีที่เจ้าเมืองศรีสะเกษคนที่ ๒ พระยาวิเศษภักดี (ชม) ได้ย้ายเมืองศรีสะเกษ จากที่ตั้งเดิมบ้านโนนสามขาสระกำแพงมาตั้งที่บริเวณที่เป็นศาลหลักเมืองในปัจจุบัน ในขณะที่สร้างเมืองนั้น มีคนไปพบหลวงพ่อโต ภายในใจกลางป่าแดง (ขณะนั้นบริเวณวัดพระโตเป็นป่าแดง) จึงได้อุปถัมภ์บำรุง โดยให้สร้างวัดขึ้นบริเวณที่พบหลวงพ่อโต ตั้งชื่อว่า “วัดพระโต หรือวัดป่าแดง” ได้จัดหาพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมาปกครอง ก่อสร้างเสนาสนะที่จำเป็นต่าง ๆ และ เจ้าเมืองศรีสะเกษคนต่อ ๆ มาไม่ว่าเจ้าพระยาวิเศษภักดี (โท) หรือเจ้าพระยาวิเศษภักดี (บุญจันทร์) เป็นต้น ก็ได้อุปถัมภ์เอาใจใส่บำรุงวัดพระโตเสมือนเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษตลอดมา ตราบเท่าที่ศรีสะเกษได้กลายเป็นจังหวัด ตามกฎหมายแบ่งเขตการปกครอง ซึ่งเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองใหม่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนต่างก็ให้ความเคารพยำเกรง เมื่อมาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ถือเป็นประเพณีที่ต้องมาทำพิธีบูชาสักการะหลวงพ่อโตในวิหารก่อนเสมอ</p>
<p>            ต่อมาในปี<strong>พ.ศ. ๒๔๙๑</strong> คณะสงฆ์ศรีสะเกษซึ่งมีพระชินวงศาจารย์(มหาอิ่ม คณะธรรมยุติ)  ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษขณะนั้น  ดำริจะเปลี่ยนชื่อวัดพระโตหรือวัดป่าแดงเป็น วัดมหาพุทธวิสุทธาราม แต่คณะกรรมการสงฆ์จังหวัด ได้พิจารณาเห็นควรเพียงชื่อว่า วัดมหาพุทธารามจึงได้ชื่อ<em> “วัดมหาพุทธาราม”<strong> </strong></em>มาแต่บัดนั้น(ทั้งนี้ตามบันทึกของมหาประยูร วัดมหาพุท- ธาราม)</p>
<p>            ในขณะนั้น มีวัดเก่าแก่ที่มีอายุใกล้เคียงกัน รายล้อมวัดมหาพุทธารามอยู่ทุก ๆ ด้าน เหมือนเป็นปราการเฝ้าระวังของนครหลวง อยู่ ๕ วัด คือ</p>
<p>๑.      วัดหลวงศรีสุมังค์ หรือวัดหลวงสุมังคลาราม พระอารามหลวงปัจจุบัน</p>
<p>๒.   วัดท่าโรงช้าง ต่อมาได้ชื่อใหม่ว่า วัดท่าวิเศษกุญชร หรือวัดศรีมิ่งเมือง ปัจจุบัน</p>
<p>๓.    วัดท่าเหนือ ร้างมานานแล้ว ปัจจุบันเห็นแต่เพียงต้นโพธิ์ใหญ่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษเขตของวัดอยู่บริเวณฝั่งห้วยสำราญใกล้ ๆเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบัน</p>
<p>๔.     วัดเลียบ ร้างมานานเหมือนกัน ทางรัฐบาลเคยเช่าตั้งเป็นโรงไฟฟ้าอยู่คราวหนึ่ง ต่อมาจึงเป็นวัดเลียบบูรพาราม</p>
<p>๕.    วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามพระอารามหลวง ซึ่งเป็นวัดใหญ่อีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญในทางการปกครองสงฆ์มาจนถึงปัจจุบันนี้</p>
<p>          สรุป  วัดมหาพุทธาราม เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งมาก่อนเมืองศรีสะเกษ โดยเดิมเรียกว่า “วัดป่าแดง” ภายหลังได้ถือเอาพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ เป็นสำคัญ จึงได้เปลี่ยนเป็น <strong>“วัดพระโต” </strong>ตามลักษณะของพระพุทธรูปแต่นั้นมา  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น <strong>“วัดมหาพุทธาราม”</strong> และได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างมาโดยลำดับ เคยเป็นวัดที่มีเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายมหานิกายปฏิบัติศาสนกิจหลายรูป และปัจจุบันวัดมหาพุทธาราม ได้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษด้วย ฯ</p>
<p><span><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-69" title="04" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/04.gif?w=203&#038;h=135" alt="04" width="203" height="135" /> <span> <img class="alignnone size-thumbnail wp-image-68" title="05" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/05.gif?w=190&#038;h=135" alt="05" width="190" height="135" /></span></span></p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, พระพุทธศาสนา, หลวงพ่อโต <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/55/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=55&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/bura0005-2.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">หลวงพ่อโต</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/061.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">06</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/04.gif?w=150" medium="image">
			<media:title type="html">04</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/05.gif?w=150" medium="image">
			<media:title type="html">05</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สั่งปลด ป้ายสำนักสงฆ์ บังคับนร. นอนในโลงศพ</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Jun 2009 00:42:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวดัง]]></category>
		<category><![CDATA[งูเหลือม]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[สั่งปลด ป้ายสำนักสงฆ์ บังคับน.ร. นอนในโลงศพ ปล่อยงูเหลือมรัดเกือบตาบอด-สติแตก สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดพิจิตรสั่งผลดป้าย-ยุบสำนักสงฆ์บ้านสะพานยาวสั่งเด็กนักเรียน นั่งปฏิบัติธรรม นอนในโลงศพ จนสติแตก 13 คน วางงูเหลือมไว้บนตักถูกรัดจนตาเกือบบอด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่  30 พฤษภาคม   2552  นายณรงค์ หอมมาลัย   นาย อำเภอ บางมูลนาก จ. พิจิตร  เปิดเผยว่า  ได้รับคำสั่งจาก นายสมชัย  หทยตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้เดินทางไปร่วมกับ นาย ประพันธ์  ตันวัฒนา  ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดพิจิตรพร้อมด้วยเจ้าคณะอำเภอบางมูลนาก  เข้าไป ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ โรงเรียนบางมูลนากภูมิ พิทยาคม  ได้นำเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ .4 เข้าฝึกอบรมฟื้นฟูปฏิบัติธรรมนักเรียนเข้าใหม่ ที่สำนักสงฆ์ ปฏิบัติธรรม   บ้านสะพานยาว หมู่ที่ 11  ตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก จ. พิจิตร การฝึกอบรม  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=50&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color:#0000ff;">สั่งปลด ป้ายสำนักสงฆ์ บังคับน.ร. นอนในโลงศพ</span><img class="alignright size-thumbnail wp-image-51" title="summer4" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/summer4.jpg?w=150&#038;h=112" alt="summer4" width="150" height="112" /></h2>
<p><span style="color:#0000ff;">ปล่อยงูเหลือมรัดเกือบตาบอด-สติแตก</span></p>
<p>สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดพิจิตรสั่งผลดป้าย-ยุบสำนักสงฆ์บ้านสะพานยาวสั่งเด็กนักเรียน นั่งปฏิบัติธรรม นอนในโลงศพ จนสติแตก 13 คน วางงูเหลือมไว้บนตักถูกรัดจนตาเกือบบอด</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่  30 พฤษภาคม   2552  นายณรงค์ หอมมาลัย   นาย อำเภอ บางมูลนาก จ. พิจิตร  เปิดเผยว่า  ได้รับคำสั่งจาก นายสมชัย  หทยตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้เดินทางไปร่วมกับ นาย ประพันธ์  ตันวัฒนา  ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดพิจิตรพร้อมด้วยเจ้าคณะอำเภอบางมูลนาก  เข้าไป ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ โรงเรียนบางมูลนากภูมิ พิทยาคม  ได้นำเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ .4 เข้าฝึกอบรมฟื้นฟูปฏิบัติธรรมนักเรียนเข้าใหม่ ที่สำนักสงฆ์ ปฏิบัติธรรม   บ้านสะพานยาว หมู่ที่ 11  ตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก จ. พิจิตร การฝึกอบรม  พิสดาร ทางโรงเรียนปล่อยให้ทางวัดจัดให้นักเรียนชายหญิง  นุ่งขาวห่มขาว ลอยน้ำ กลางคืน ทางสำนักสงฆ์ ยังให้นั่งปฏิบัติธรรม  ให้เด็กนักเรียน นอนในโลงศพ ให้อยู่กับงูเหลือม  ซึ่งมีเด็กนักเรียนสติแตก 13 คนถูกงูรัด บาดเจ็บ</p>
<p>นายณรงค์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า สำนักสงฆ์แห่ง นี้ ได้ให้นักเรียน นอนในโลงศพจริง ยังเอางูจริง มาฝึกสมาธิเด็กจนงูรัดคอเด็ก สั่งให้ พระอาจารย์ สายฝน ปณุฑิโต ผู้ดูแลสำนักสงฆ์ดังกล่าวหยุดการปฎิบัติธรรมอย่างนี้กับเด็ก เพราะว่าเด็กนักเรียนไม่มีวุฒิภาวะที่จะรับการทดสอบในการปฎิบัติธรรมแบบนี้  ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นด้วยกับโรงเรียนให้นักเรียนมาปฎิบัติธรรมอย่างนี้  เหมือนเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กอย่างมาก</p>
<p>นายณรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดการสอบโรงเรียนขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษาว่าจะตั้งกรรมการ สอบอย่างไร เพราะการนำนักเรียนไปปฎิบัติธรรมจะต้องมีอาจารย์ ควบคุมดูแล ไม่เข้าใจว่าปล่อยให้พระทำอย่างนี้กับเด็กได้ อย่างไร เรื่องนี้ นายสมชัย หทยตันติ  ผู้ว่าราชการเองก็ได้ให้ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ 2 ชี้แจงอย่างเร่งด่วน</p>
<p>ทางด้าน   นาย ประพันธ์ ตันวัฒนา   ผอ. สำนักพุทธศาสนา  จังหวัดพิจิตร  กล่าวว่า  เจ้าคณะจังหวัดพร้อมด้วยเจ้าคณะอำเภอบางมูลนากและนาย อำเภอลงไป ที่สำนักสงฆ์ ปฏิบัติธรรม เนินมะะกอก จุดเกิดเหตุที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิพิทยา พาเด็กนักเรียนไปนั่งสมาชิจนงูเหลือมรัดจนได้รับบาดเจ็บ  และได้มีการประชุมคณะกรรมการสงฆ์ ได้มีมติออกมาว่าจะยุบสำนักสงฆ์แห่งนี้ซึ่งขึ้นอยู่กับวัดชัยมงคล  อำเภอบางมูลนาก  คืนให้กับวัดชัยมงคล ไป และสั่งให้ปลดป้ายออก คืนไปให้กับวัดชัยมงคลอีกด้วย</p>
<p>นาย ประพันธ์  กล่าวอีกว่า  พระอาจารย์สายฝน  ที่ดูแลสำนักสงฆ์  แห่งนี้ขอย้ายสำนักสงฆ์ ไปตั้งแห่งใหม่ ซึ่ง ทางสำนักงานพุทธศาสนา แห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรคงต้องดูอย่างเคร่งคัดว่าจะมีการ อนุญาตให้ ตั้งสำนักสงฆ์แห่งใหม่หรือไม่</p>
<p>ทางด้าน นางเพียงระวี   ต๊ะผัด อายุ 41 ปี  แม่ นางสาว รติรถ ต๊ะผัด  นักเรียน ม.4 ที่ถูกงูรัด กล่าวว่า ไม่พอใจทางโรงเรียนบางมูลนากภูมิมาก ที่พาลูกสาวไปนั่งปฎิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์จนถูกงูรัดตาแทบจะบอด  อีกทั้งยังไม่พอใจ ที่ ทางพระสายฝน ซึ่งเป็นพระที่ดูแลสำนักสงฆ์ แห่งนี้ออกไปให้ข่าวกับสื่อบางฉบับว่า ลูกสาวของตนสมัครใจไปนั่งปฎิบัติธรรมเอง ทั้งที่โรงเรียนนำไป นั่งปฎิบัติธรรมในสำนักสงฆ์แห่งนี้ เท่าที่ทราบลูกสาวตนเองถูกบังคับให้เข้าไปในกรงอยู่กับงู</p>
<p>&#8220;พระสายฝน ยังออกมาพูดว่า งูเหลือมนั้นเป็นงูปลอมไม่ใช่งูจริง ถามหน่อยเถอะว่าถ้างูปลอมลูกสาวของตนเองจะเป็นถึงขนาดนี้นอกจากนี้ยังกล่าว หาว่าลูกสาวตนเองเป็นโรคเลือด อีกด้วย ลูกสาวตนเองตั้งแต่เกิดไม่เคยเป็นโรคเลือดอะไรทั้งสิ้น เป็นพระอย่าพยายามโกหก ซึ่งสภาพจิตใจลูกสาว ยังหวาดผวา ไม่อยากไปโรงเรียน  ตนเองไม่อยากให้ลูกอยู่ในสภาพนี้ขณะนี้ตนเองและสามีคือนาย เพียร ได้เตรียมปรึกษาญาติ ซึ่งเป็นพี่ชาย ว่าจะนำเรื่องนี้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางมูลนาก นอกจากนี้ยังฝากไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรให้ช่วยตรวจสอบ ในเรื่องนี้ด้วยไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือ ทางสำนักสงฆ์ อีกทั้งโรง&#8221;นางเพียงระวี กล่าว</p>
<p>ทางด้าน นางสาว   รติรถ   ต๊ะผัด   นักเรียนสาว ม4. ที่ถูกงูเหลือมรัดเล่านาทีระทึกให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า ทางโรงเรียน ได้ให้นักเรียนที่เข้าใหม่ชั้น ม.4 ไปนั่งปฎิบัติธรรมที่นักนักสงฆ์สะพานยาว ตำบล  เนินมะกอก   3 วัน 2 คืนตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ปรากฏว่าทางพระอาจารย์ สายฝนได้ให้ พวกตนเลือกว่าจะไปนั่งกับโลงศพ หรือจะไปอยู่ในกรงงูเหลือม ซึ่งตนเองก็เลยเลือกที่จะอยู่ในกรงงูเหลือมเพราะกลัวเนื่องจากเห็นเพื่อนๆ ที่ไปนั่งในโลงศพ กลับออกมาสติแตกหลอนจนร้องหวีดว่ากลัวผีเหมือนคนบ้าจนน่ากลัว ซึ่งเป็นโลงศพจริง ไม่ใช่โลงศพปลอม พอถึงเวลา 23.00 น. มีแม่ชี ใช้ผ้ามัดตา จากนั้นให้ตนเองนั่งท่อง &#8220;พองหนอยุบหนอ&#8221;  4 คำ นำงูเหลือมขนาดใหญ่มาวางบนตัก จากนั้นงูเหลือมได้เลื้อยขึ้นมาบริเวณแขนถึงลำคอ และรัดลำคอจนหายใจไม่ออกแทบจะขาดใจตาย จึงได้สติร้องให้คนช่วยนานกว่า 10 นาที ตอนนั้นก็ถูกบังคับให้นั่งปฎิบัติธรรมต่อ ซึ่งเจ็บที่บริเวณใบหน้าลำคอดวงตาเป็นอย่างมาก จนกระทั้งรุ่งเช้าเพื่อนมาเห็นเข้าจึงได้ไปตามอาจารย์มาและถึงได้ไปหาหมอ ซึ่งก่อนจะไปหาหมอ พระอาจารย์ สายฝนบอกว่า ไม่ต้องไป   อาการอย่างนี้เข้าญาณแล้ว 3-7 วันก็หาย</p>
<p> ทางด้าน พระอาจารย์ สายฝน   ปณุฑิโต   ผู้ดูแลสำนักสงฆ์ ปฏิบัติธรรมวัดชัยมงคล    บ้านสะพานยาว  กล่าว่า” เรื่องทางโรงเรียน บางมูลนากภูมิได้พาเด็กนักเรียนม4 มานั่งปฎิบัติธรรมแล้วเกิดสติแตก บางคนถูกงูรัดเป็นเพราะ อุบัติเหตุเพราะเด็กมีเคราะห์อยู่แล้ว ส่วน ใบหน้าที่มีแผลเขียวนั้น น่าจะถูกรถคว่ำมา ซึ่งไม่เกี่ยวกับงู กรณีนักเรียนที่สติแตก ต้องใช้เวลา 5-7 วัน ต้องอยู่กับพระ จึงจะหายเป็นปกติเพราะว่า มีขั้นตอนในการบัดรักษา  ส่งงูเหลือมนั้นมีทั้งงูปลอมงูจริง เหตุที่ใช้งูเพราะจะใช้ฝึก จิตร ให้เข็มแข็ง เท่านั้น  อีกทั้งไม่ได้บังคับเด็กแต่เป็นความสมัครใจ</p>
<br />Posted in ข่าวศาสนา Tagged: ข่าวดัง, งูเหลือม, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/50/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/50/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=50&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/summer4.jpg?w=150" medium="image">
			<media:title type="html">summer4</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ปฐมนิเทศ ประจำปี ๒๕๕๒</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2009 10:36:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[บาลี]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watpato.wordpress.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[ปฐมนิเทศ &#8220;การศึกษาพระปริยัติธรรม ประจำปี ๒๕๕๒&#8221; ..พระเดชพระคุณพระศรีธรรมนาถมุนี เจ้าสำนักศาสนศึกษา ประธานพิธีปฐมนิเทศ..   ..คณะครู-นักเรียน ไหว้พระรัตนตรัยก่อนประชุม.. Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=22&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#ff6600;">ปฐมนิเทศ &#8220;การศึกษาพระปริยัติธรรม ประจำปี ๒๕๕๒&#8221;</span></h2>
<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#ff6600;"><img class="alignnone size-medium wp-image-24" title="DSCN4633" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/dscn4633.gif?w=300&#038;h=231" alt="DSCN4633" width="300" height="231" /></span></h2>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;">..พระเดชพระคุณพระศรีธรรมนาถมุนี เจ้าสำนักศาสนศึกษา ประธานพิธีปฐมนิเทศ..</span></p>
<p><span style="color:#0000ff;"> </span></p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#0000ff;"><span style="color:#0000ff;">..คณะครู-นักเรียน ไหว้พระรัตนตรัยก่อนประชุม..</span></span></p>
<p><span style="color:#0000ff;"><img class="size-medium wp-image-26 alignleft" title="02" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/02.gif?w=287&#038;h=226" alt="02" width="287" height="226" /><span style="color:#0000ff;"><span style="color:#0000ff;"><img class="alignnone size-medium wp-image-28" title="03" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/03.gif?w=292&#038;h=221" alt="03" width="292" height="221" /></span></span></span></p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/22/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=22&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/dscn4633.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">DSCN4633</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/02.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">02</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/03.gif?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">03</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ยินดีต้อนรับ</title>
		<link>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/hello-world/</link>
		<comments>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/hello-world/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2009 09:16:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>vee007</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[บาลี]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false"></guid>
		<description><![CDATA[ยินดีต้อนรับสู่&#8230;บล็อก &#8220;สำนักศาสนศึกษาวัดมหาพุทธาราม&#8221;       คติพจน์ &#8220;นักเรียนบาลี&#8221;  นัก&#8230;ศึกเร่งศึกให้เป็นครู เรียน&#8230;จ่งเรียนเยี่ยงครู อย่าท้อ บา&#8230;สอนสิ่งใดสู เร่งไตร่ตรองเฮย ลี&#8230;ขีดเขียนอย่าฮ้อ ใส่ไว้ในบรรณฯ โดย&#8230;พระราชสุวรรณโสภณ  เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง   Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=1&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color:#ff6600;">ยินดีต้อนรับสู่&#8230;บล็อก &#8220;สำนักศาสนศึกษาวัดมหาพุทธาราม&#8221;</span></h2>
<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#ff6600;"> <img class="alignnone size-medium wp-image-7" title="budwall" src="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/budwall1.jpg?w=300&#038;h=216" alt="budwall" width="300" height="216" /></span></h2>
<h2><span style="color:#ff6600;"> </span></h2>
<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;"> </span></h2>
<h2 style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;"><span style="text-decoration:underline;">คติพจน์ &#8220;นักเรียนบาลี&#8221;</span></span><span style="color:#0000ff;"> </span></h2>
<p><span style="color:#3366ff;">นัก&#8230;ศึกเร่งศึกให้เป็นครู</span></p>
<p><span style="color:#3366ff;">เรียน&#8230;จ่งเรียนเยี่ยงครู อย่าท้อ</span></p>
<p><span style="color:#3366ff;">บา&#8230;สอนสิ่งใดสู เร่งไตร่ตรองเฮย</span></p>
<p><span style="color:#3366ff;">ลี&#8230;ขีดเขียนอย่าฮ้อ ใส่ไว้ในบรรณฯ</span></p>
<p style="text-align:right;">โดย&#8230;พระราชสุวรรณโสภณ  เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง</p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<br />Posted in บทความทั่วไป Tagged: ธรรมะ, บาลี, พระพุทธศาสนา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watpato.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watpato.wordpress.com/1/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watpato.wordpress.com&amp;blog=8000753&amp;post=1&amp;subd=watpato&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watpato.wordpress.com/2009/06/02/hello-world/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7f4eb49e070bf7d6d15beb0695582d95?s=96&#38;d=monsterid&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">vee007</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watpato.files.wordpress.com/2009/06/budwall1.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">budwall</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
